ไม่ยอมทนอีกต่อไป หลังสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ส่วนใหญ่ ที่ถูกกล่าวหาเป็น “สว.สีน้ำเงิน” เตรียมแถลงข่าวตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โดยสำนักประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา แจ้งหมายผ่านสื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีรายละเอียดว่า หมายข่าว สว.รวมตัว แสดงจุดยืนตอบโต้ หน.พรรคประชาชน วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.45 น. คณะ สว. กว่า 50 คน ร่วมกันแถลงข่าวตอบโต้ นายณัฐพงษ์ กรณีโพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวหาวุฒิสภา ทำลายหลักการสำคัญ ของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองระบอบสีน้ำเงิน ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารรัฐสภา (สว.)

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 นายณัฐพงษ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อ จาก รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมือง “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่า ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) องค์กรอิสระ และ วุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจ อย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้ ผู้มีอำนาจใน “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่พวกเขามีความมุ่งหมายในการ “กินรวบประเทศ” ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ พวกเขากินรวบในทางการเมือง ผ่านการแต่งตั้ง ศาล รธน. องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ พวกเขา กินรวบในทางเศรษฐกิจ ด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดย ผลักภาระให้ประชาชน
ดูเหมือน “นายณัฐพงษ์” เปิดศึกรอบด้าน นอกจากสัปดาห์ที่ผ่านมา จะสร้างความฮือฮา ออกมาวิจารณ์ บทบาทองคมนตรี หลังเข้าร่วมประชุม กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 ร่วมกับรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จนทำให้หัวหน้ารัฐบาลต้องออกมาตอบโต้ว่า ความเห็นทั้งหมดที่พูดมาก็ผิดหมด มันไม่ใช่การประชุม มันไม่ได้เป็นการสั่งการ มันไม่ได้ก้าวก่าย

ขณะที่ “นายธนกร วังบุญคงชนะ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ระบุถึงข้อเสนอเรื่องการยกเลิกคณะองคมนตรี โดยอ้างว่า คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรี จนอาจกระทบกระเทือนถึงสถาบันกษัตริย์ได้ ว่า คนจำนวนมากที่นายปิยบุตรอ้างถึง น่าจะหมายถึงด้อมส้ม ทั้งหลายที่เฮไหนเฮด้วยไปกับนายปิยบุตร แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ ของประเทศอย่างแน่นอน ทั้งนี้ นายปิยบุตรเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า คณะองคมนตรีไม่ได้มีอำนาจบริหารประเทศ ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณหรือแต่งตั้งโยกย้ายอะไรได้เลย แต่นายปิยบุตรตั้งใจ มองข้ามข้อเท็จจริง เหล่านี้ไป แล้วหันไป สร้างภาพหวาดระแวงต่างๆ ทางการเมืองขึ้นมา ปลุกปั่นด้อมส้มแทน ทั้งๆ ที่ตั้งแต่อดีตมา องคมนตรีก็เคยเข้าร่วมประชุมกับรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่นายปิยบุตรเลือกที่จะไม่พูดความจริง
นายธนกร กล่าวต่อว่า นายปิยบุตรไม่ควรเลือกมองเฉพาะมุมใดมุมหนึ่งเพียงด้านเดียวที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีหลักฐานอะไรเลยด้วยซ้ำ ว่า คณะองคมนตรีจะเข้ามาสั่งการรัฐบาล ตามที่ นายปิยบุตรพยายามสร้างภาพ นายปิยบุตร ควรจะพูดถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการประชุมภัยแล้งครั้งนี้ด้วย อย่าให้อคติมาบังตา อย่าทำตัวเป็นคนใจแคบ หัดมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้ง ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจจะส่งผลกระทบกับประชาชนในหลายพื้นที่ ซึ่งวันนี้รัฐบาลพยายามวางมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่วันนี้เรากลับต้องมาเสียเวลาไปกับการอธิบายข้อกล่าวหาทางการเมืองที่ไม่มีมูลความจริงอะไรเลยจากคนเพียงไม่กี่คน
“วันนี้ประเทศไทยบอบช้ำมาพอแล้ว อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนทั้งประเทศ เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนอีกเลย มันไม่คุ้มหรอก” นายธนกร กล่าว

ก่อนหน้านั้น “นายปิยบุตร แสงกนกกุล” แกนนำคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ข้อเสนอเรื่อง การยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี เมื่อสัปดาห์ก่อน ในประเทศไทย ได้มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของคณะองคมนตรี ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะองคมนตรี กันอย่างกว้างขวาง มีการตอบโต้กันผ่านสื่อมวลชนระหว่าง นายกรัฐมนตรี และ ผู้นำฝ่ายค้านฯ โดยให้เหตุผล เช่น เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ การแสดงความเห็น ตลอดจน พฤติกรรมขององคมนตรี ที่อาจทำให้สังคมคลางแคลงใจ วิจารณ์ หรือตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมืองและทางเศรษฐกิจการค้า จนส่งผลเสียกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ จึงเสนอให้ ยกเลิกคณะองคมนตรี รัฐธรรมนูญ (รธน.) ไม่ต้องรับรองการ มีอยู่ของคณะองคมนตรี ทำนองเดียวกันกับรัฐธรรมนูญสามฉบับแรก นอกจากนี้ การยกเลิกคณะองคมนตรียังช่วย ประหยัดลดงบประมาณแผ่นดิน ที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือน ค่าตอบแทน รถยนต์ประจำตำแหน่ง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือค่าบริหารจัดการจิปาถะได้อีกด้วย

ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการปรึกษาหารือ เรื่องการบริหารราชการแผ่นดินหรือพระราชกรณียกิจ ก็ให้คณะรัฐมนตรีรับหน้าที่ดังกล่าว เพราะคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินและบังคับบัญชาสั่งการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐต่างๆ ได้ ย่อมทราบดีถึงข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง เมื่อนายกรัฐมนตรีมาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมตระหนักรู้ถึงความต้องการของประชาชน และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงเป้า
ต้องยอมรับช่วงนี้ “นายปิยบุตร” ออกมามี บทบาททางการเมือง อย่างต่อเนื่อง และเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่ “องคมนตรี” เหมือนกับวางงานไว้ให้ “นายณัฐพงษ์” ออกมาเปิดประเด็น และ ตัวเองออกมาขย่มซ้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งองคมนตรีเปรียบเสมือน ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และการแต่งตั้งองคมนตรีถือเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
เดินหน้านำพรรคการเมืองอื่น หลัง พรรค ภท. ยื่นแก้ไขร่างแก้ไข รธน. ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดยังเปิดไทม์ไลน์การร่างกฎหมายแม่บท ในการปกครองประเทศ โดย นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะผู้ร่วมร่างแก้ไข รธน.ฉบับพรรค ภท. เปิดเผยปฏิทินการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ว่า คาดว่าจะมี รธน.ฉบับใหม่ บังคับใช้ช่วงกลางปี 2572 โดยไล่เรียงตามปฏิทิน การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ หากรัฐสภานัดพิจารณาในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ และ รับหลักการในวาระ 1 ส่วนวาระ 2 และ วาระ 3 ช่วงเดือน ต.ค. 69 จากนั้นรัฐสภาจะส่งร่างแก้ รธน.ให้รัฐบาล และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดทำประชามติครั้งที่ 2 อาจเป็น ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2570 หากผลประชามติประชาชนเห็นชอบ จะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศบังคับใช้ต่อไป

นายนิกร กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงเดือน ส.ค. 70-ส.ค. 71 คาดว่าจะเป็นช่วง การสรรหาสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) ที่จะใช้ในขั้นตอนนี้ 1-2 เดือน เมื่อได้ ส.ส.ร.แล้วจะตั้งกรรมาธิการ(กมธ.) จำนวน 45 คน มายกร่าง รธน.ฉบับใหม่ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) รับฟังความเห็นที่มาจาก ส.ส.ร.ตัวจริง 15 คน และมาจาก ส.ส.ร.สำรองอีก 15 คน ให้สรรหาจากกลุ่มบุคคลอีก 15 คน ออกไปรับฟังความเห็นและจัดทำ รธน.อีกเป็น 1 ปี
“คาดว่าในเดือน ก.ย. 2571 จะได้ รธน.ฉบับใหม่ที่ดำเนินการเสร็จสิ้น จากนั้นในช่วงเดือน ก.พ. 2572 จะทำประชามติ ครั้งที่ 3 เมื่อผ่านความเห็นชอบจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ และเป็นไปได้ว่าจะประกาศบังคับใช้ รธน.ฉบับใหม่ ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2572” นายนิกร กล่าว

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการหารือพรรคการเมืองต่อการสนับสนุนยื่น ร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน. มาตรา 256 ว่า มีความเห็นตรงกันในหลักการ คือ 1. มี ส.ส.ร. ที่ประชาชนมีส่วนร่วม อย่างแท้จริง โดยไม่เหมือนกับของพรรค ภท. และ 2.ไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป และ หมวด 2 พระมหากษัตริย์ ซึ่งแตกต่างจากร่างของ พรรค ปชน. นอกจากนั้นยังมีความเห็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนคัดเลือก ส.ส.ร. รวมถึงการเห็นชอบ รธน. ที่ยกร่างแล้วเสร็จ เบื้องต้นมีรายละเอียดและมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ได้ให้แต่ละพรรคทำข้อเสนอและกลับมาหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์นี้ เบื้องต้น เชื่อว่าจะได้ข้อสรุป ส่วนจะเสนอเพียงร่างเดียวหรือแยกไปตามพรรคนั้น อยู่ที่แต่ละฝ่ายจะพิจารณาโดยคาดว่าจะสามารถยื่นร่างได้ในสัปดาห์นี้
คงต้องรอดูเนื้อหาการแก้ไข รธน.ของแต่ละพรรคการเมือง จะมีความแตกต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะที่มาของ ส.ส.ร. แต่ต้องบอกว่า ร่างของพรรค ภท. มีภาษีมากกว่าพรรคอื่น นอกจากจะมีเสียงข้างมากในสภา ยังมี สว. อีก 150 คน เป็นพันธมิตรทางการเมือง ซึ่งแต่ละฝ่ายคงไม่ยอมให้ใครเข้ามาชี้นำได้ เพราะเกี่ยวข้องกับความได้เปรียบและเสียเปรียบในทางการเมือง
ทีมข่าวการเมือง



