เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 23 ก.ค. 69 ที่รัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ. ที่มีวาระการพิจารณา เรื่อง เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต การสอบบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ว่า วันนี้ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กองบังคับการตำรวจกองปราบ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินคดีทางวินัยและอาญา เกี่ยวกับคดีดังกล่าว ซึ่งการเชิญวันนี้มาเพื่อติดตามสอบถามความคืบหน้าว่าแต่หน่วยงานดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เช่น ป.ป.ช. ที่มีการเปิดเผย 50 รายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐออกมา แต่กลับไม่ปรากฏรายชื่อของปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในช่วงการจัดทำ TOR การสอบ มีคำถามในสังคมว่าทำไมไม่มีรายชื่อ 2 คนดังกล่าว
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ซึ่งจะเป็นคำถามที่ กมธ. จะสอบถามในวันนี้ การไต่สวนคดีพิเศษ จำนวน 6,014 ราย มีกรอบเวลาสรุป สำนวนเมื่อไหร่ การตรวจสอบไฟล์การสอบของผู้สมัคร มศว และคำตอบจริงที่ยึดได้ มีผลสรุปแล้วหรือไม่ กรม สถ. ได้ส่งไฟล์ที่มีมาให้ตรวจสอบครบแล้วหรือไม่ รวมถึงกรณีคลิปเสียงที่มีการโยงนักการเมือง ที่ปรากฏในโซเชียลมีการตรวจสอบแล้วหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร ขณะที่การสอบถาม ป.ป.ท. จะสอบถามว่า ในฐานะที่เป็นภาคีเครือข่าย 7 หน่วยงาน ที่ตรวจสอบเบาะแสจากเหตุศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ปลายปี 68 ผลการตรวจสอบชื่อผู้จ่ายเงินที่สอบไม่ผ่านเป็นอย่างไรบ้าง โดยมีบางจังหวัดที่มีการจ่ายเงินคืนให้กับผู้สมัครที่จ่ายเงินแล้วสอบไม่ผ่าน แต่อีกหลายรายคดียังค้างอยู่ในชั้นตำรวจ นอกจากนี้จะมีการสอบถามว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามเรื่องนี้อย่างไร เพราะเราสามารถสืบขยายผลจากระดับล่างขึ้นมาถึงระดับบนได้ อีกทั้ง ยังมีคำให้การของ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่ให้ปากคำเพิ่มเติมสาวไปถึงผู้บริหารระดับสูงอย่างไร และความคืบหน้าของสำนักงาน ปปง. ว่ามีการยึดอายัดทรัพย์ ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร
เมื่อถามถึง กรณีคำร้องที่มีการยื่นต่อ กมธ.การกฎหมายฯ และมีการพาดพิงไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตเพราะจะนำเงินไปใช้เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความเกี่ยวข้องแน่นอน เพราะตนเป็นคนแรกที่นำเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นไปแจ้งต่อนายอนุทิน เมื่อปี 2566 จนนำมาซึ่งการลงนามร่วมกันในการแก้ไขปัญหา 5 หน่วยงาน
“ยืนยันได้เช่นกันว่าท่านนายกรัฐมนตรี ต้องการทำให้คนกระทำความผิดมารับโทษตามกฎหมาย และในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. ได้ร่วมมือขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็น กมธ. ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเพราะต้องการเห็นคนทุจริตไม่ว่าจะใหญ่ขนาดไหน ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมารับโทษตามกฎหมาย” นายอาสพลธ์ กล่าว
นายอาสพลธ์ กล่าวถึง กรณีที่ประธาน กมธ. บางคณะ มองว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นปาหี่ และตัดตอน ไปไม่ถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง ว่า ยืนยันในส่วนของ กมธ.ป.ป.ช. ทำหน้าที่เต็มที่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ กมธ. ในคณะได้ซักถามอย่างเต็มที่ และทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หากคิดว่า คนที่อยู่เบื้องหลังหรือคนตัวใหญ่ ระดับใด ไม่ถูกมารับโทษ แม้คิดว่าเขาจะมีความผิดก็ต้องช่วยกันให้ข้อเท็จจริงปรากฏ หากทำให้คนโกงมารับโทษได้ก็ดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง แม้มีข้อสงสัยแต่หากไม่มีหลักฐานก็ทำอะไรไม่ได้ และย้ำว่า อย่าให้เรื่องนี้เงียบ ต้องช่วยกันกดดัน ให้กระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) กำหนดเดดไลน์ข้อสรุป หากสอบไปเรื่อยๆ สังคมยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ และครั้งนี้เป็นโอกาสในการล้างบางเรื่องการทุจริต
นอกจากนี้ นายอาสพลธ์ ยังได้รับหนังสือจาก น.ส.สุธาสีนี ดาวเรือง ผู้แทนผู้สมัครเข้ารับการสรรหา และผู้ยื่นหนังสือ กล่าวว่า กลุ่มผู้ร้องได้รวมตัวกันและเคยมายื่นหนังสือต่อ คณะ กมธ. เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 68 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า จึงขอมาเป็นตัวแทนของผู้ได้รับผลกระทบมายื่นเรื่องอีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องจากปีที่แล้วมาถึงปีนี้ และสะท้อนว่ามีการทุจริตหรือโกงข้อสอบเกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน จึงต้องการให้ประธานนำเรื่องดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง
ด้านนายอาสพลธ์ กล่าวว่า เรื่องที่ผู้ร้องนำมายื่นในวันนี้เป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต นอกจากนี้ ผู้ร้องยังให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าเป็นกลุ่มบุคคลชุดเดียวกันที่มีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกัน จึงนำเรื่องมายื่นให้ตรวจสอบอีกครั้ง ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวเคยยื่นไว้ตั้งแต่เดือน เม.ย. ปีที่แล้ว แต่เนื่องจากมีการยุบสภา ทำให้เรื่องตกไปตามข้อบังคับการประชุม เมื่อมีการเลือกตั้งและมี กมธ.ป.ป.ช. ชุดใหม่ จึงกลับมายื่นเพื่อติดตามและผลักดันให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป.



