นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า ภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบันอยู่ที่ 91.3% ของจีดีพี มีความอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ โดยข้อมูลหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในเครดิตบูโร ในไตรมาสแรกปี 67 มีมากถึง 13.64 ล้านล้านบาท ไม่นับรวมหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์และหนี้ กยศ. ในจำนวนหนี้เป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) หรือหนี้เสีย 1.09 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8% ของหนี้รวม ซึ่งมากที่สุดเป็นหนี้เสียรถยนต์ 2.4 แสนล้านบาท เติบโต 32%, หนี้เสียบ้าน 1.99 แสนล้านบาท เติบโต 18%, หนี้เสียของสินเชื่อส่วนบุคคล 2.6 แสนล้านบาท เติบโต 12% และหนี้เสียบัตรเครดิต 64,000 ล้านบาท เติบโต 14.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

ขณะที่หนี้กำลังจะเป็นเอ็นพีแอล หรือมียอดค้างชำระหนี้ไม่เกิน 90 วัน (เอสเอ็ม) ในไตรมาสแรกปี 67 มีทั้งสิ้น​ 6.4 แสนล้านบาท โดยเอสเอ็มไหลมาเพิ่มเร็วและแรง​ จะทำให้เกิดโอกาสเป็น​หนี้เอ็นพีแอล​เพิ่มสูงในอนาคตได้​ แบ่งเป็น เอสเอ็มหนี้บ้าน 1.86 แสนล้านบาท เติบโต 15%, เอสเอ็มหนี้รถยนต์ 2.04 แสนล้านบาท เติบโต 7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยหนี้เอสเอ็มกำลังมาแรงคือหนี้บัตรเครดิตที่เติบโตสูง 32.4%

ส่วนหนี้เสียเอ็นพีแอลที่มีปัญหา ทางด้านสถาบันการเงินได้ให้ความช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (ทีดีอาร์) ในไตรมาสแรกปี 67 อยู่ที่​ 1.07 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน​ 7.9%

นายสุรพล กล่าวว่า หนี้ในประเทศไทยเป็นการปล่อยกู้โดยสหกรณ์​ออมทรัพย์ให้กับสมาชิกถึง​ 2.3 ล้านล้านบาท​ ในจำนวนนี้​มี 8 แสนล้านบาท เป็นการให้กู้กับกลุ่มอาชีพคุณครูและบุคลากร​ทางการศึกษา​ ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ที่ภาครัฐได้เข้ามาเร่งแก้ไข​ปัญหา โดยเฉพาะประเด็นการหักเงินหน้าซองเงินเดือน​ส่งให้เจ้าหนี้จนเหลือไม่ถึง​ 30% ของรายได้​ และมีการไปหักหลังซองเพิ่มต่ออีกจนเหลือไม่พอในการดำรงชีพ

ด้านข้อมูลหนี้ครัวเรือน มีสัดส่วน 28% ของยอดหนี้​ 16.3 ล้านล้านบาท​ เป็นการกู้ไปกินไปใช้ที่เรียกว่า บริโภค​ ซึ่งต้องนำรายได้ในอนาคตมาผ่อนจ่าย​ แต่ถ้ารายได้ติดขัด เช่น เกิดโควิด ได้กระทบต่อรายได้ในการจ่ายหนี้ และดอกเบี้ยแพง จึงเป็นปัญหามีหนี้สะสมเกินศักยภาพ​ ตรงนี้เรียกว่าติดกับดักการเป็นหนี้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม หนี้บ้านเติบโต 3.8% ในไตรมาสแรกและหนี้รถยนต์ติดลบ 1.5% แต่ที่น่ากังวลคือหนี้ธุรกิจกับหนี้เงินเบิกเกินบัญชี (โอดี)

“จำนวนบัญชีหนี้ 84.4 ล้านบัญชีของ 13.6 ล้านล้านบาทในระบบของเครดิตบูโรนั้น ส่วนใหญ่ติดลบหมด ยกเว้นบัตรเครดิตเติบโต 1.5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งการหดตัวในทุกประเภทสินเชื่อ จึงไม่แปลกใจถึงความเข้มงวดในการให้กู้เวลานี้ กติกาคือต้องมีศักยภาพ และศักยภาพคือมีรายได้แน่นอน มั่นคง เพียงพอ สม่ำเสมอ คำถามคือโลกหลังโควิด มีลูกค้าแบบนี้น้อยลงหรือมากขึ้น ข้อมูลจากการสอบถามกันเวลานี้คือรายได้ 5 หมื่นบาทต่อเดือนและมีหนี้ไม่มาก ถึงจะเติมหนี้ได้ คำถามคือคนปล่อยกู้มีความเข้มในการประเมินรายได้ลูกค้ามากขึ้น”

ที่มา : เฟซบุ๊ก Surapol Opasatien