กรณีกรมทางหลวงออกมาตรการปรับลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงแผ่นดิน โดยกำหนดให้ปิดไฟบนทางหลวงเลข 4 หลัก ในช่วงเวลา 22.00-06.00 น. ตามประกาศที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ตามที่เสนอไปนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 พ.ค. “พลอากาศเอก นพ.อิทธพร คณะเจริญ” เลขาธิการแพทยสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความห่วงใยและให้ข้อเสนอแนะในหัวข้อ “ไฟทางหลวงดับยามดึก แล้วสายตาคุณพ่อคุณแม่จะมองเห็นทางไหม เรื่องจริงที่อยากให้ลูกหลานอ่าน” พร้อมระบุข้อความว่า “ตามที่ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 134 ง วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ได้เผยแพร่ “ประกาศกรมทางหลวง เรื่อง มาตรการปรับลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงแผ่นดิน” กำหนดให้ปิดไฟบนทางหลวงเลขทาง 4 หลัก ในช่วงเวลา 22.00-06.00 น. โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน และการประหยัดพลังงานของประเทศ ผมขอเรียนก่อนว่าเป็นนโยบายที่ดีมีเหตุผลรองรับ ประกาศฉบับนี้กำหนดเงื่อนไขไว้รอบคอบ ทั้งการเว้นจุดเสี่ยง ทางแยก ทางโค้ง คอสะพาน ชุมชนหนาแน่น และพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย อีกทั้งหลายประเทศในยุโรปก็ใช้มาตรการลักษณะนี้ในช่วงวิกฤติพลังงาน และงานวิจัยในอังกฤษและเวลส์พบว่าการปิดไฟบางช่วงไม่ได้เพิ่มอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเมื่อใช้จริง”

“แต่ในฐานะแพทย์ ผมขออนุญาตเติมข้อมูลทางการแพทย์อีกมุมหนึ่ง ด้วยความปรารถนาดี เพื่อให้นโยบายสมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ เรื่องที่หลายท่านอาจยังไม่ทราบ สายตากับความมืด เมื่ออายุมากขึ้น การปรับสายตาในที่มืด (dark adaptation) จะช้าลงกว่าวัยหนุ่มสาว 2-3 เท่า งานวิจัยพบว่าผู้ขับขี่อายุเกิน 65 ปี มักตอบสนองต่ออันตรายช้าลง ถูกแสงไฟหน้ารถที่สวนมารบกวนรุนแรงกว่า และฟื้นตัวจากแสงจ้าช้ากว่า จนประมาณ 1 ใน 3 ของผู้สูงวัยในต่างประเทศเลือกเลิกขับรถกลางคืนด้วยตนเอง ซึ่งคนไทยก็คงคล้ายกัน แต่ปัญหาปัจจุบัน ครอบครัวเล็กลง และอาจจะไม่มีบุตรหลานช่วยขับ ยังต้องขับเองอยู่ดี”

โดยโรคที่คนไทยเป็นมาก และกระทบการมองเห็นยามค่ำคืน นี่คือจุดที่ห่วงเป็นพิเศษ เพราะคนไทยมีปัจจัยเสี่ยงสูง ดังนี้
1. เบาหวาน คือ คนไทยป่วยประมาณ 6.5 ล้านคน หรือ 1 ใน 10 คน และร้อยละ 40 ยังไม่รู้ตัวว่าป่วย ในกลุ่มนี้ราว 1 ใน 3 มีภาวะจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน ซึ่งทำลายการมองเห็นในที่มืดและการมองภาพรอบข้างโดยตรง
2. ความดันโลหิตสูง คือ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของจอประสาทตาเสื่อมเช่นกัน และผู้สูงวัยไทยจำนวนมากมีทั้งเบาหวานและความดันพร้อมกัน ความเสี่ยงจึงทับซ้อน
3. ต้อกระจกและต้อหิน คือ ทำให้แสงกระจายในลูกตา มองเห็นในที่มืดยากขึ้น โดยผู้ป่วยต้อหินตอบสนองต่ออันตรายช้ากว่าคนปกติเกือบครึ่งวินาที ซึ่งที่ความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่ากับรถวิ่งไปแล้วกว่า 10 เมตรก่อนจะเบรกได้
4. ยา คือ อีกปัจจัยที่มักถูกมองข้าม ยาบางชนิดทำให้การมองเห็นแย่ลง ผู้สูงวัยมักรับประทานยาหลายชนิด และยาบางกลุ่มมีผลต่อการมองเห็นในที่แสงน้อย เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยาต้านซึมเศร้ากลุ่มเก่า รวมถึงยาบางตัวที่ทำให้รูม่านตาขยายและไวต่อแสงจ้ามากขึ้น จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อต้องขับรถกลางคืน หรือถามเมื่อได้รับยา รวมถึงการไปซื้อยาเองที่ร้านขายยาก็มีความเสี่ยง

“ระบบตรวจสายตาของเราดีแล้ว แต่ยังเติมได้อีก ปัจจุบันการต่อใบขับขี่มีการตรวจสายตาด้วยแผ่นวัดสายตา (Snellen chart) และตรวจลานสายตาอย่างง่าย ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ดีและจำเป็น แต่การตรวจนี้ทำในที่สว่างเวลากลางวัน จึงยังไม่ครอบคลุมความสามารถในการมองเห็นขณะขับรถกลางคืนในที่มืด ซึ่งจะยิ่งสำคัญมากขึ้นเมื่อไฟทางหลวงถูกปิด”

โดยข้อเสนอด้วยความหวังดี ดังนี้
1.อยากชวนกรมการขนส่งทางบกและ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ ร่วมพิจารณาเพิ่มการประเมินการมองเห็นในสภาวะแสงน้อยสำหรับผู้ขับขี่สูงวัย เพื่อความปลอดภัย คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายมากนัก ถ้าเจอจะได้รีบรักษาซึ่งใช้สิทธิต่างๆ ได้ แทบไม่เสียเงินอยู่แล้ว
2.เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง เข้ากับการดูแลและคำแนะนำเรื่องการขับขี่กลางคืน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องใหญ่แต่ทำได้ในยุคเทคโนโลยี ปัจจุบัน ผ่านทางสื่อดิจิตอล
3.ขอเสนอให้กรมทางหลวงติดตามสถิติอุบัติเหตุก่อนและหลังปิดไฟ แล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นระยะ เพื่อให้ทุกฝ่ายช่วยกันติดตามประเมิน โดยเฉพาะในแต่ละชุมชน เจ้าของถนนที่ดับไฟ อีกประการในบางชุมชนที่มีที่ท่องเที่ยว ช่วงเวลา 22.00-02.00 น.จะเป็นช่วงปิดร้านคนดื่มสุราขับรถกลับบ้าน หากปิดไฟอาจยิ่งอันตราย บางทีการปรับเวลาเป็น 02.00 น. ถึง 6 โมงเช้าจะปลอดภัยกว่า ประหยัดลดลงหน่อย แต่ปลอดภัยขึ้นครับ
4.ในระยะยาว อาจพิจารณาระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับความสว่างตามปริมาณรถ ซึ่งบทเรียนจากยุโรปพบว่าประหยัดพลังงานได้สูงกว่าการปิดไฟทั้งดวง โดยถนนไม่มืดสนิท ลงทุนเพิ่มอีกหน่อยจะได้ปลอดภัยครับ

“ประหยัดพลังงานกับความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราทำได้ทั้งคู่หากวางแผนร่วมกันดี ๆ แพทยสภาและราชวิทยาลัย ยินดีให้ความร่วมมือทางวิชาการอย่างเต็มที่ครับ และฝากถึงลูกหลานทุกท่าน หากคุณพ่อคุณแม่ปู่ย่าตายายยังขับรถกลางคืนอยู่ ลองชวนท่านไปตรวจสุขภาพตาสักครั้งนะครับ ดวงตามีคู่เดียว ดูแลกันไว้ดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยในการขับรถครับ ด้วยความห่วงใย ความเห็นนี้เป็นทัศนะส่วนตัวในฐานะแพทย์ มิใช่มติหรือประกาศของแพทยสภา”

ขอบคุณข้อมูลจาก : อิทธพร คณะเจริญ