เมื่อวันที่ 27 พ.ค.นายแพทย์ประชา กัญญาประสิทธิ์ ศัลยแพทย์ระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “หมอประชาผ่าตัดสมอง” เพื่อแจ้งเตือนและให้ความรู้ทางการแพทย์แก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยได้หยิบยกเคสผู้ป่วยจริงรายหนึ่งมาเป็นอุทาหรณ์เตือนสติสายวีนสายเหวี่ยงในที่ทำงาน
โดยหมอประชาเปิดเผยว่า เคสนี้เป็นผู้ป่วยชายอายุ 55 ปี ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่เดิมและทานยาเป็นประจำ ทว่าวันเกิดเหตุมีอาการ “ปรี๊ดแตก” ยืนด่าทอลูกน้องในที่ทำงานเนื่องจากทำงานไม่ได้ดั่งใจ แต่ในระหว่างที่กำลังโมโหสุดขีดนั้น จู่ ๆ ผู้ป่วยเกิดวูบล้มลงและหมดสติไปทันที เมื่อฟื้นตื่นขึ้นมากลับพบว่าตัวเองไม่สามารถพูดได้ และมีอาการแขนขาข้างขวาอ่อนแรงขยับไม่ได้ เมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลและทำซีทีสแกน (CT Scan) ตรวจเช็กสมองอย่างละเอียด พบว่า “เส้นเลือดสมองข้างซ้ายแตก” ซึ่งตามหลักอนาโตมีสมองซีกซ้ายของมนุษย์มีหน้าที่ควบคุมการเจรจา การพูด และควบคุมการทำงานของแขนขากลุ่มข้างขวา เมื่อสมองซีกซ้ายเสียหายจึงส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตและสูญเสียการพูดไปในทันที
หมอประชาได้อธิบายกลไกทางการแพทย์ว่า การที่มนุษย์เรามีอารมณ์โกรธ โมโหฉุนเฉียว หรือหงุดหงิดเครียดบ่อย ๆ จะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่ง “สารอะดรีนาลีน” (Adrenaline) และ “ฮอร์โมนคอร์ติซอล” (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียดออกมาในปริมาณมาก ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้หัวใจเต้นแรงและส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเส้นเลือดในสมองรับแรงดันมหาศาลไม่ไหวและระเบิดแตกออกในที่สุด แม้ว่าคนไข้รายนี้จะกินยาคุมความดันเป็นประจำทุกวันก็ตาม แต่ยารักษาก็ไม่สามารถต้านทานแรงดันจากอารมณ์โกรธที่พุ่งสูงแบบเฉียบพลันได้ สำหรับเคสนี้แพทย์ต้องช่วยชีวิตด้วยการผ่าตัดสมองด่วน และต้องนอนพักฟื้นอพยพไปฝึกเดิน ฝึกพูด และหมดสิทธิ์ยืนด่าลูกน้องไปอีกหลายเดือน
คุณหมอจึงฝากเตือนทิ้งท้ายเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ว่าควรระงับอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว และต้องหมั่นวัดความดันโลหิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับหลอดเลือดสมอง ทำให้หลอดเลือดแข็งแรงและทนทานต่อแรงดันได้ดียิ่งขึ้น



