เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือเรียก นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายธีระพงศ์ ช่วยชู รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช, นายอดุลย์ ชูทอง รอง ผวจ.สงขลา และนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมาธิการปกครอง เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการที่พัก การแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ที่อาคารรัฐสภา

นายรุ่งเรือง กล่าวว่า พร้อมที่จะเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาของจังหวัดภูเก็ต และตามที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ตั้งแต่มีคำสั่งให้ย้ายตนไปช่วยราชการ ตนได้ยื่นใบลา และมีเจตนาหลีกเลี่ยงการสอบปากคำ เป็นการให้ข่าวต่อสื่อมวลชนที่ไม่เป็นความจริง โดยหลังจากที่ตนได้รับหนังสือคำสั่งให้ไปช่วยราชการก็ได้ไปรายงานตัวที่ กรมการปกครอง เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ต่อมาวันที่ 26 พ.ค. ตนก็ถูกเรียกตัวไปสอบปากคำ ต่อหน้าคณะกรรมการสอบสวน ที่มีนายเจริญชัย น้อยโสภา เป็นประธาน ซึ่งได้ให้ปากคำต่อหน้าคณะกรรมการนานถึง 3 ชั่วโมง ภายหลังการเสร็จสิ้นการสอบปากคำ ตนก็ได้ใช้สิทธิลาตามระเบียบราชการ และต่อมาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน คณะกรรมการสอบสวนได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท.0302.3/พิเศษ แจ้งให้ตนชี้แจงประเด็นเพิ่มเติมตามคณะกรรมการกำหนด ซึ่งตนก็ได้ทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรตามประเด็นที่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกำหนดมา และส่งกลับไปยังคณะกรรมการเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน

นายรุ่งเรือง กล่าวด้วยว่า ก่อนที่จะได้รับหนังสือคำสั่งให้ไปช่วยราชการ ในวันที่ 20 พ.ค. ก่อนหน้านี้กรมการปกครอง ได้มีหนังสือแจ้งผู้ว่าการจังหวัด ให้ตนและข้าราชการอีก 4 นาย ไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ในวันที่ 15 พ.ค. โดยอ้างเหตุการตรวจพบปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะหาดบางเทา และหาดฟรีด้อม ที่ระบุเหตุผลว่าที่เรียกไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง และอาจมีข้าราชการสังกัดกรมการปกครองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การที่อธิบดีกรมการปกครองให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่าตนหลบหนีการให้ปากคำกับคณะกรรมการด้วยการใช้สิทธิลานั้น เป็นการพูดที่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งตนก็ยืนยันมาโดยตลอดว่าพร้อมที่จะให้ผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ในทุกมิติ โดยเฉพาะกฎหมายฟอกเงินซึ่งเป็นอำนาจที่อธิบดีปกครองมีอยู่ในมือ

“ผมเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย คงไม่กล้าที่จะสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อมาต่อสู้กับผู้บังคับบัญชา ที่ผ่านมาผมให้ความร่วมมือมาตลอด มีการสอบปากคำด้วยวาจาไปแล้วถึง 2 ครั้ง และยังชี้แจงเป็นเอกสารอีก 1 ครั้ง รวมแล้วมีการชี้แจงไปถึง 3 ครั้ง ตอนนี้ผมอยากทราบว่าประเด็นหลักในการย้ายผมมีอะไรมากไปกว่านั้นหรือไม่ และถ้าผมรับส่วย ท่านต้องแจ้งข้อกล่าวหา แต่หากผมไม่มีความผิดตามที่กล่าวหา ก็ต้องคืนความเป็นธรรมให้กับผม เพราะครอบครัวและสังคม รอคำตอบจากผมอยู่” นายรุ่งเรือง กล่าวทิ้งท้าย