เมื่อวันที่ 31 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะเริ่มมีการใช้จ่ายในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ ว่า ปกติการใช้สิทธิ์ในโครงการเหล่านี้หลายครั้งก็ไม่ได้เต็มจำนวนอยู่แล้ว แต่ตัวเลข 26 ล้านคนที่มีการลงทะเบียนก็ไม่ถือว่าน้อย สิ่งที่สำคัญคือ รัฐบาล กำลังทุ่มเททุกอย่างไปกับโครงการนี้ ซึ่งเข้าใจดีว่าประชาชนต้องการความช่วยเหลือแต่สิ่งที่เราพูดมาตลอดคืออยากเห็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ที่ตรงจุดมากกว่าคือการลดราคาน้ำมัน ราคาพลังงาน ซึ่งจากการลงพื้นที่หาเสียงและคุยกับบรรดาแม่ค้าหลายคนก็พูด ว่าหากน้ำมันราคาถูกลงก็จะสามารถปรับต้นทุนได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลเดินในทางนี้ก็ต้องหาทางทำให้ได้ผลในการกระตุ้นขึ้นมา แต่เราก็กังวลว่ามันจะไปได้กี่เดือน หากหลังจากนั้นข้าวของยังแพงอยู่รัฐบาลจะทำอย่างไรเพราะใช้เงินที่กู้มา เฉพาะปีนี้ 1.7 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะขึ้นไปใกล้เพดานมากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 4 มิ.ย. นี้จะ ประชุมสภา เราจะพยายามอย่างเต็มที่ให้มีการตั้งกรรมการวิสามัญขึ้นมาเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าว รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการใช้เงินแบบไหน อย่างไร ซึ่งเราพูดตั้งแต่ต้นว่าไม่ใช่เรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้เงิน เราจึงต้องตรวจสอบตรงนี้
“อย่างไรก็ตามสภาชุดนี้ รัฐบาลมักจะไม่ยอมให้มีการตั้งกรรมาธิการ เราก็ต้องบอกตรงๆว่าผิดหวัง ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้ความสำคัญกับตัวแทนของประชาชนไปมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบโครงการต่างๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ก็เป็นอีกโครงการหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เรากำลังหารือกันอยู่ว่า ภาคประชาชน หรือฝ่ายค้าน หรือนักวิชาการ ที่เห็นว่ารายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีความผิดปกติ ดังนั้นเราก็คงต้องมาทำกันเองให้ตัวเลขจริงปรากฏต่อรัฐบาลให้ได้ เรายังหวังอยู่ว่ากรณีของเงินกู้นั้นน่าจะยอมตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพราะจริงๆ เพราะเป็นการใช้เงินจำนวนมากและไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณ.



