บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แลมโบกินีอย่างเป็นทางการ เปิดตัว อูรุส เอสอี ซูเปอร์เอสยูวีระบบปลั๊ก-อินไฮบริดรุ่นแรกของแลมโบกินี นำเสนอดีไซน์รถยนต์แนวใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ เทคโนโลยีช่วยการขับขี่ที่เหนือชั้น และระบบส่งกำลัง 800 CV ที่ไร้คู่แข่ง ชูเวอร์ชัน PHEV เป็นรุ่นท็อปในตระกูลอูรุส ทั้งในด้านความสบาย ประสิทธิภาพ การปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ และประสบการณ์ที่สนุกสนานในการขับขี่ ผสานหัวใจสำคัญทั้ง 2 ด้านของแบรนด์คือระบบการเผาไหม้และระบบไฟฟ้าเพื่อให้ได้แรงบิดและกำลังเครื่องสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเป็นรถยนต์ที่มีความโดดเด่นที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน โดยสามารถลดการปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 80%

นายฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี เปิดเผยว่า“ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียนอันดับที่ 7 รองจากจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และยอดขายเติบโตสม่ำเสมอ เชื่อว่าการเปิดตัวอูรุส เอสอี จะเป็นการสู่ยุคใหม่แห่งวิวัฒนาการรถยนต์ซูเปอร์เอสยูวีในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าและยังเป็นก้าวสำคัญ และเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสร้างนิยามใหม่ให้แบรนด์ได้ก้าวไปอีกขั้น ตลอดจนร่วมปฏิวัติโลกยานยนต์ด้วยซูเปอร์เอสยูวี อันเป็นเอกลักษณ์”

ด้าน นายอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริษัท เรนาสโซมอเตอร์ จำกัด ในฐานะตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แลมโบกินี กล่าวว่าหลังจากเผยโฉมอูรุส เอสอี พร้อมกันทั่วโลกในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้รับการตอบรับดีมาก ส่วนในไทยมียอดจองเข้ามาแล้วประมาณ 10 คัน คาดส่งมอบได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2568”

นายรูเว็น โมห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคลัมโบร์กินี กล่าวว่าอูรุส เอสอี ถูกกำหนดให้เป็นรุ่นท็อปของคลาสทั้งในด้านความเพลิดเพลินของการเดินทางและพลศาสตร์การขับขี่โดยเป็นรถยนต์ที่ผสานคุณสมบัติที่แตกต่างกันไว้อย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายที่สมบูรณ์แบบและในขณะเดียวกันก็มอบสมรรถนะที่เหนือระดับและการขับขี่ที่สนุกสนานมากที่สุดเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไม่มีรถยนต์รุ่นใดจะทำได้เทียบเท่า

เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V8 4.0 ได้ถูกนำมาพัฒนาใหม่เพื่อให้สามารถทำงานกับระบบส่งกำลังไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทำให้มีกำลังเครื่องถึง 620 CV (456 kW) และแรงบิด 800 นิวตัน-เมตร โดยระบบสันดาปได้ถูกผสานเข้ากับระบบส่งกำลังไฟฟ้าเพื่อมอบกำลังเครื่อง 192 CV (141 kW) และแรงบิด 483 นิวตัน-เมตร และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทีมวิศวกรจึงให้ความสำคัญกับการปรับจูนการทำงานที่สอดคล้องกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน(ICE)กับมอเตอร์ไฟฟ้า จนได้กำลังเครื่องสูงสุดที่ 800 CV พร้อมการันตีกำลังเครื่องเฉลี่ยดีที่สุดในทุกๆ โหมดการขับขี่และสภาพพื้นผิวถนน พร้อมติดตั้งแบตเตอรีลิเธียม 25.9 kWh บริเวณใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระด้านบนระบบเฟืองท้ายไฟฟ้า

มอเตอร์ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร ติดตั้งอยู่ในระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 ระดับสามารถช่วยบูสต์เครื่องยนต์สันดาป V8 และยังเป็นตัวสร้างแรงฉุดได้อีกด้วย จึงเป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยระบบไฟฟ้า 100% ที่สามารถเดินทางได้ไกลกว่า 60 กม. เมื่อขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

ด้วยแรงบิดและกำลังเครื่องที่เหนือล้ำในทุกรอบเครื่องยนต์และทุกสภาพถนน โดยมอบกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 800 CV(588 kW) ที่ 6,000 รอบต่อนาที และสามารถให้แรงบิดรวม 950 Nm ที่ 1,750 รอบต่อนาที และสูงสุดที่ 5,750 รอบต่อนาที จึงมอบประสิทธิภาพสูงสุดในคลาส สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 312 กม./ชม

ดีไซน์ของ Urus SE สะท้อนถึงรูปทรงแบบพลศาสตร์ที่เน้นภาพลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตและความแข็งแกร่งบึกบึนได้อย่างโดดเด่นส่วนหน้าหรูหราด้วยการออกแบบฝากระโปรงทรงใหม่แบบ FloatingDesign โดยลบเส้นสายที่เป็นตัวแบ่งส่วนต่าง ๆทิ้งไปเพื่อเสริมความรู้สึกลื่นไหลต่อเนื่องและเน้นย้ำถึงรูปทรงแบบนักกีฬาชวนให้นึกถึงแนวคิดการออกแบบแนวใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรุ่น Revueltoนอกจากนี้ ยังเสริมด้วยองค์ประกอบใหม่ ๆ อีกมากมายทั้งชุดไฟหน้าที่ใช้เทคโนโลยี Matrix LEDซึ่งเป็นดีไซน์ซิกเนเจอร์ใหม่ล่าสุดที่มีแรงบันดาลใจมาจากหางวัวกระทิงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ลัมโบร์กินีนั่นเอง ตลอดจนการออกแบบส่วนกันชนท้ายและตะแกรงหน้าใหม่ในทุกรายละเอียด

นอกจากนี้ยังมีออปชั่นการตกแต่งที่เหนือชั้นที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน โดยมีทั้งล้ออัลลอยรุ่นอัปเดตใหม่พร้อมดีไซน์ Galanthus ขนาด 23 นิ้วเป็นรุ่นมาตรฐานพร้อมยาง Pirelli P Zero รุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังมีโทนสีตัวรถให้เลือกมากมายและออปชันการตกแต่งอีกมากกว่า 100 องค์ประกอบ พร้อมนำเสนอ 2 โทนสีใหม่ในวันเปิดตัว ทั้งโทนสีส้ม ที่จับคู่กับการตกแต่งห้องโดยสารโทนสีส้ม และโทนสีขาว จับคู่กับการตกแต่งห้องโดยสารโทนสีน้ำตาลแดง รวมทั้งออปชันการตกแต่งภายในยังมีทางเลือกคู่สีอีกกว่า 47 แบบ และการเย็บตะเข็บตกแต่งถึง 4 สไตล์ สร้างสรรค์รถยนต์ให้มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเพียงหนึ่งเดียวในโลก ส่วนราคาเริ่มต้นประมาณ 25 ล้านบาท.



