เมื่อกล่าวถึง ‘ฟุตบอล’ กีฬายอดนิยมที่ครองใจผู้คนจากทั่วโลกแล้วนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หากหันกลับมามองในยุคปัจจุบัน โลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ฟุตบอลกำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ นั่นคือการผนวกแนวคิดเรื่องความยั่งยืนเข้ากับทุกแง่มุมของเกมการแข่งขัน
ในอดีต ฟุตบอลถูกมองว่าเป็นเพียงกีฬาเพื่อความบันเทิง ทว่าปัจจุบัน บทบาทของฟุตบอลได้ขยายขึ้นอย่างกว้างขวาง การวิ่งไล่ลูกหนังบนสนามหญ้ากลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่ยั่งยืน สโมสรฟุตบอล แฟนบอล องค์กรต่างๆ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับกีฬาที่พวกเขารัก
‘สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป’ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ ‘ยูฟ่า’ (UEFA) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ในปี 2023 ยูฟ่าได้ประกาศยกเลิกการใช้โมเดลเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อนำมาผลิตสินค้าสำหรับการบริโภค และจะถูกทิ้งไปเมื่อหมดประโยชน์ ซึ่งทำให้เกิดความไม่ยั่งยืน ส่งผลให้ธุรกิจมีต้นทุนที่สูงขึ้น และหันมาเปลี่ยนฟุตบอลยุโรปให้เป็นกีฬาที่มีความยั่งยืนมากขึ้น
ด้วยการใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) บนพื้นฐานของหลัก 4Rs ได้แก่ การลด (Reduce), การใช้ซ้ำ (Reuse), การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และ การฟื้นฟู (Recovery) เพื่อช่วยให้วงการฟุตบอลยุโรปสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการแข่งขัน ลดการใช้พลังงาน และลดการใช้ทรัพยากร โดยมุ่งเน้นไปที่การดำเนินงานและกิจกรรมฟุตบอลด้วยกัน 4 ด้าน ดังนี้ 1. อาหารและเครื่องดื่ม 2. เสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับการแข่งขัน 3. วัสดุที่ใช้ในการจัดการแข่งขัน และ 4. การใช้พลังงานและน้ำ
ซึ่งที่ผ่านมา ในปี 2023 ยูฟ่าได้ร่วมมือกับพันธมิตร อย่าง ไฮเนอเกิน (Heineken) ผู้ผลิตเบียร์สัญชาติเนเธอร์แลนด์, จัส อีท เทคอะเวย์ (Just Eat Takeaway) บริษัทรับสั่งและจัดส่งอาหารออนไลน์ข้ามชาติจากเนเธอร์แลนด์ และ เป๊ปซี่ โค (PepsiCo) บริษัทอาหาร ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มข้ามชาติจากสหรัฐอเมริกา เพื่อลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งและขยะพลาสติกในการแข่งขันแชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ทั้งประเภทชายและหญิง ที่ ไอนด์โฮเวน ในเนเธอร์แลนด์ และ อิสตันบูล ในตุรกี
“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับพันธมิตรต่าง ๆ เราจะร่วมมือกันปรับปรุงประสบการณ์ของแฟน ๆ ต่อไป ด้วยนวัตกรรมที่จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านพลังของฟุตบอลทั่วโลก” กี โลรองต์ เอปสตีน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดยูฟ่า กล่าว
โดยความร่วมมือในการดำเนินงานดังกล่าว จะถูกนำมาใช้ในการจัดการแข่งขัน ‘ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก’ รอบชิงชนะเลิศ ฤดูกาล 2022/23 ณ เวมบลีย์ สเตเดี้ยม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในคืนวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน ที่กำลังจะถึงนี้ด้วยเช่นกัน
และล่าสุด ยูฟ่าได้ประกาศเป้าหมายในการก้าวไปสู่ความยั่งยืนครั้งสำคัญ ด้วยการบรรจุแผนงานด้านการสนับสนุนการลดผลกระทบทางสภาพภูมิอากาศไว้ในกลยุทธ์ฟุตบอลที่ยั่งยืนปี 2030 และเปิดตัว เครื่องคำนวณการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในองค์กรฟุตบอลโดยเฉพาะ เพื่อตั้งเป้าที่จะเสริมศักยภาพให้สมาชิกสมาคม สโมสร และลีกต่าง ๆ กลายเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจัง
โดยเครื่องคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของยูฟ่า อ้างอิงจากข้อตกลงก๊าซเรือนกระจกและระเบียบวิธีที่ได้รับการตรวจสอบโดยบุคคล ซึ่งเป็นผลมาจากการทํางานร่วมกันขององค์กรฟุตบอลกว่า 20 แห่ง และที่ปรึกษาภายนอกเป็นเวลา 2 ปี ทำให้องค์กรฟุตบอลสามารถประเมินและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปล่อยคาร์บอนได้อย่างครอบคลุม โดยเน้นไปที่ความเฉพาะด้านของกีฬาฟุตบอล อาทิ สภาพคล่อง สินค้าและบริการที่ซื้อ สิ่งอำนวยความสะดวก และโลจิสติกส์
“เครื่องคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของยูฟ่า สะท้อนถึงความทะเยอทะยานของเรา ในการแสดงให้เห็นว่า ‘ฟุตบอล’ ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ด้วยการมอบเครื่องมือและคำแนะนำแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เรากำลังผลักดันการดำเนินงาน ในการร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับวงการกีฬาและโลกของเรา เราสามารถพิสูจน์ให้รัฐบาล นักลงทุน แฟนบอล และพันธมิตรทางธุรกิจ เห็นว่าฟุตบอลมุ่งมั่นที่จะจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงกลยุทธ์อย่างครบวงจร” ลอร่า แม็คอัลลิสเตอร์ รองประธานยูฟ่า กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก UEFA
ปิยาพัชร นนทะสี



