เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม และติดตามการดำเนินงานของ สบพ. ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า ดำเนินการตามนโยบาย และข้อสั่งการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการกลับมาของอุตสาหกรรมการบิน และการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคตามนโยบายนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้สิ่งที่ สบพ. ต้องเร่งรัดดำเนินการคือ การก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกการบินหัวหิน และสิ่งก่อสร้างประกอบพร้อมครุภัณฑ์ วงเงินลงทุนประมาณ 1,223 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีสภาพที่ทรุดโทรมมาก และขาดแคลนทรัพยากรในการผลิตบุคลากรทางด้านการบิน

นางมนพร กล่าวต่อว่า ได้รับรายงานว่าศูนย์ฝึกการบินหัวหินแห่งนี้ ไม่ได้รับการพัฒนามานานถึง 60 ปี ซึ่งตนพร้อมผลักดันอย่างเต็มที่ โดยมอบให้ สบพ. บรรจุโครงการดังกล่าวไว้ในปีงบประมาณ 68 แล้ว เบื้องต้นการดำเนินงานจะแบ่งเป็น 3 ระยะ (เฟส) แบ่งเป็น เฟสที่ 1 กรอบวงเงินประมาณ 414.40 ล้านบาท, เฟสที่ 2 วงเงินประมาณ 410 ล้านบาท และเฟสที่ 3 วงเงินประมาณ 398.70 ล้านบาท ทั้งนี้ จะมีการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งอาคารสถานที่ ทรัพยากร ห้องปฏิบัติการฝึกจำลอง และที่พัก เพื่อให้ศูนย์ฝึกการบินหัวหินมีความทันสมัย และมีมาตรฐานสากล เป็นโรงเรียนการบินของชาติที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ และที่เป็นยอมรับของนานาชาติ เพราะหากปล่อยให้ทรุดโทรมแบบเดิมต่อไป ก็จะไม่มีใครเชื่อมั่น

ด้าน น.ส.ภัคณัฏฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการ สบพ. กล่าวว่า นับเป็นความโชคดีของ สบพ. ที่นางมนพร ซึ่งกำกับดูแล สบพ. เข้าถึงทุกปัญหา เมื่อนำเสนอประเด็นที่ยังมีข้อจำกัด หรือต้องได้รับการแก้ไข ก็ได้รับการตอบสนองอย่างดี โดยเฉพาะการพัฒนาศูนย์ฝึกการบินหัวหิน ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับองค์กร และจะทำให้ สบพ. อยู่รอดได้ หากศูนย์ฯ นี้ไม่ได้รับความสนใจ ก็จะทำให้ สบพ. เหมือนกับบางหน่วยงานที่ต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟู อย่างไรก็ตาม สำหรับศูนย์ฝึกการบินหัวหิน เป็นแหล่งผลิตนักบินเชิงพาณิชย์ รวมถึงบุคลากรด้านการบินหลักของประเทศ ในช่วงเกิดโควิด-19 เมื่อปี 62 ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบหนักเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการบิน ตัวเลขผู้ฝึกอบรมเป็นศูนย์

น.ส.ภัคณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ปีนี้เป็นที่น่ายินดีเมื่อบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศจะรับเครื่องบินใหม่เข้าประจำฝูงบินประมาณ 45 ลำ และได้ประกาศรับสมัครนักบินเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นทราบว่าต้องการนักบินกว่า 1 พันคน โดย สบพ. และการบินไทย ได้หารือร่วมกันแล้วที่จะส่งนักบินชุดแรกมาฝึกอบรมหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรีกับ สบพ. ในไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 68 (ต.ค.-ธ.ค. 67) ประมาณ 80-120 คน ค่าฝึกอบรมประมาณ 2 ล้านบาทต่อคน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับเครื่องบินใหม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคของ สบพ. เวลานี้คือ มีโรงเรียนการบินของเอกชน 8 ราย ที่เป็นคู่แข่งสำคัญ เพราะทุกที่ล้วนได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และเอกชนมีเงินลงทุน และการบริหารจัดการที่คล่องตัวกว่า

น.ส.ภัคณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ยังคงเชื่อมั่นว่า สบพ. จะเป็นที่ได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานต่างๆ เพราะ สบพ. มีจุดแข็งที่มีมาตรฐานได้รับการยอมรับจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) และมีหน่วยงานจากต่างประเทศส่งบุคลากรเข้ามาฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเป็นโรงเรียนการบินเฉพาะทาง ที่ครบวงจร ทั้งหลักสูตรด้านภาคพื้น และภาคอากาศ ผลิตบุคลากรมายาวนานเป็นปีที่ 63 ดังนั้นหาก สบพ. ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำให้ สบพ. มีการพัฒนาต่อเนื่อง และมีความแข็งแกร่งมากขึ้น สู้กับคู่แข่งได้ 

น.ส.ภัคณัฏฐ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันสถานะทางการเงินของ สบพ. ยังไม่ดีขึ้น แต่แนวโน้มน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะอุตสาหกรรมการบินเพิ่งกลับมาฟื้นตัว มีความต้องการนักบิน และบุคลากรด้านการบินเพิ่มสูงขึ้น โดยการพัฒนาศูนย์ฝึกการบินหัวหินจะตอบโจทย์การผลิตนักบินได้อย่างดี คาดว่าในระยะที่ 1 จะก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการได้ประมาณปี 70 ส่วนเฟส 2-3 รมช.คมนาคม ได้เร่งรัดให้แล้วเสร็จ และเปิดบริการได้ในปี 72 ซึ่งจะเร่งช่วยเพิ่มการผลิตนักบินได้เพิ่มขึ้นจาก 100 คนต่อปี เป็น 150 คนต่อปี.