เมื่อวันที่ 23 พ.ค. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงโครงการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ หรือ พิซา ในปี 2025 ซึ่งได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการยกระดับการสอบพิซาของนักเรียนไทยไม่ว่าจะเป็นการจัดโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ และการอบรมครูแกนนำ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากการขับเคลื่อนการยกระดับพิซาของเด็กไทยยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายเท่าที่ควร ซึ่งตนได้กำชับว่าสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จะต้องเร่งจัดหลักสูตรอบรมการใช้ระบบออนไลน์ข้อสอบพิซาในสถานศึกษาให้ครบตามเป้าหมายภายในเดือน พ.ค.นี้ พร้อมจัดทำลิงก์ข้อมูลให้แต่ละหน่วยงานสามารถติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัดได้ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ไปดูความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในแต่ละจุด เพื่อแก้ไขป้องกันและดำเนินการให้ครอบคลุมนักเรียนทุกกลุ่มตามเป้าหมายที่วางไว้ภายในเดือน มี.ค. 2568 รวมถึงการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ได้มอบให้ สพฐ.ไปดูว่าจะมีการดำเนินการเรื่องการสอบโอเน็ตอย่างไรบ้าง โดยที่ไม่ต้องไปบังคับเด็กมาสอบ แต่อยากให้โอเน็ตมีความสำคัญต่อการศึกษา
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนได้กำชับเรื่องการใช้งบประมาณประจำปี 2567 ด้วย ซึ่งการใช้จ่ายงบของแต่ละหน่วยงานยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายเท่าที่ควร และอาจเสี่ยงที่จะทำงบถูกพับหรืออาจถูกเรียกส่งคืนจากสำนักงบประมาณได้ ดังนั้นตนขอให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าของทุกโครงการด้วย เพราะการใช้จ่ายงบก็เหมือนเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับประเด็นการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้มีการเปิดภาคเรียนไปแล้วกว่าสองสัปดาห์นั้น ตนได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นเจ้าภาพหลักในการสำรวจเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่ง สกร.ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบว่า เมื่อเปิดภาคเรียนมาแล้วพบตัวเลขเด็กที่หลุดระบบการศึกษา ประมาณ 20,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่ยากลำบาก และปัญหาเรื่องส่วนตัว ซึ่งขณะนี้ สกร.ได้ประสานกับ สพฐ.และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการดำเนินการช่วยเหลือให้เด็กได้รับการศึกษาต่อไป
“ในการประชุมดังกล่าวสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบด้วยว่า ขณะนี้ศาลชั้นต้นได้ตัดสินกรณี สกสค.อนุมัตินำเงินกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) จำนวน 500 ล้านบาท ไปซื้อตั๋วสัญญาจากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด เพื่อนำไปดำเนินการร่วมทุน โดยมีมูลค่าร่วมทุน รวม 2.5 พันล้านบาทแล้ว โดยตัดสินให้ผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ดังนั้นผมได้มอบให้ สกสค.ยื่นบังคับคดีตามขั้นตอนต่อไป” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว



