นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับข้อพิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน และนายพิชิต ชื่นบาน แต่ยังไม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า ประเด็นนี้กระทบกับความเชื่อมั่นภาคธุรกิจแน่นอน เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ศาลฯ ยังไม่พิจารณา นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ได้มีการสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้จะไม่ทราบว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การรับคำฟ้องแต่ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ความรู้สึกของนักลงทุนมองว่า ทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นมา เพราะไม่รู้ว่าขบวนการในการสอบสวนจะออกมาอย่างไร ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความกังวลมากขึ้น ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัดสินใจในการลงทุนจะเป็นอย่างไรต่อไป อีกทั้ง อาจจะส่งผลให้เกิดการลังเลใจ และชะลอการตัดสินใจลงทุน เพื่อรอดูสถานการณ์ต่อไป

ทั้งนี้ปัจจุบันสถานการณ์อยู่ในช่วงของความท้าทายต่อเศรษฐกิจทั่วโลก เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็หวังว่าจะเข้ามาเร่งฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจากการที่นายกฯ ได้เดินทางเชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลกมาลงทุนในโครงการต่างๆ และเมื่อข่าวนี้แพร่ไปทั่วโลกจะส่งผลให้นักลงทุนหรือประเทศต่างๆ อาจมีความกังวลไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป สิ่งเหล่านี้หากมองลึกๆ แล้ว ไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อมั่น เพราะสิ่งที่สำคัญของปัจจัยที่เขาจะมาลงทุนคือเรื่องความมีเสถียรภาพทางการเมืองที่มีความสำคัญมาก

“โครงการที่รับปากไว้จะเป็นอย่างไรไม่มีใครตอบได้ คดีนี้จะใช้เวลาในการตัดสินนานแค่ไหน ทำให้สถานะนายกฯ รวมทั้งรัฐบาลมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สร้างความกังวลและความไม่สบายใจให้กับนักลงทุนโดยเฉพาะประเทศที่เดินทางไป จะเห็นได้ว่าตัวเลขสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ขณะนี้สูงที่สุดในรอบ 5 ปี แต่กรณีนี้จะทำให้เขากังวลไม่สบายใจและไม่แน่ใจ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นลดลงด้วย” นายเกรียงไกร กล่าว

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าฯ เห็นว่าในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติออกมานั้น ทุกฝ่ายก็ต้องเคารพในคำสั่งของศาล ซึ่งได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ในประเด็นคำสั่งศาลที่ไม่ได้สั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ หอการค้าฯ มองว่าสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะทำให้นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนได้ต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก ซึ่งทุกฝ่ายเห็นแล้วว่า จากตัวเลขจีดีพีของไทยในไตรมาส 1 เติบโตได้เพียง 1.5% โตน้อยกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันเอง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายต่างๆ เข้ามาสนับสนุนอย่างเร่งด่วน

“ตอนนี้จำเป็นต้องมีนโยบายต่างๆ เข้ามาสนับสนุนอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ ทราบว่าท่านนายกฯ ได้สั่งการให้มีการจัดประชุม ครม. เศรษฐกิจ ในวันที่ 27 พ.ค. ที่จะถึงนี้ โดยหอการค้าฯ เห็นด้วย และเห็นว่าน่าจะมีการเชิญภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือด้วย เพื่อร่วมกันปรับรูปแบบการทำงานเชิงรุก โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนการทำงานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันมาตรการที่เหมาะสม ซึ่งเชื่อว่าน่าจะช่วยทำให้เกิดทิศทางที่ดีแก่เศรษฐกิจไทยต่อไป”