เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานในพิธีเปิดและร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ The 4th Workshop on “Net Zero Emissions Business Opportunity under Bangkok-Yokohama City-to-City Program”
โดยมีนายยูทากะ มัตซูซาวา (Mr.Yutaka Matsuzawa) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศญี่ปุ่น นายโอตากะ มาซาโตะ (Mr.Otaka Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายยามานากะ ทาเคฮารุ (Mr.Yamanaka Takeharu) นายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮามา พร้อมคณะผู้บริหารเมืองโยโกฮามา ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ทั้งจากประเทศไทยและญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุมฯภายใต้โครงการความร่วมมือ City to City ระหว่างกรุงเทพมหานครและเมืองโยโกฮามา

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า มีความยินดีในโอกาสที่ได้หารือในความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร และเมืองโยโกฮามา ซึ่งทั้ง 2 เมืองมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันอย่างยาวนาน ครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศ และภาคประชาชน เพื่อยกระดับการดำเนินงาน ในการจัดการปัญหาด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้ตรงจุดและครอบคลุมในหลายมิติ
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีแผนปฏิบัติการพลังงานกรุงเทพมหานคร ภายใต้แผนแม่บทกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2564-2573 ที่เน้นการลดคาร์บอน ทั้งในภาคการขนส่งและภาคพลังงาน เพราะกรุงเทพมหานคร ถือเป็นเมืองที่เป็นตัวการหลักในการปล่อยคาร์บอนฯ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการกายในองค์กร เช่น การคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรมต่างๆ และที่ขาดไม่ได้และถือเป็นหัวใจหลักของการดำเนินงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติต้องได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชน และในฐานะองค์กรของรัฐก็ต้องช่วยเหลือภาคเอกชนหรือ SME ที่มีกว่า 3 ล้านราย เพื่อสนับสนุน SME ให้มีองค์ความรู้ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และมีความพร้อมเชิงธุรกิจสีเขียวในเวทีโลก
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้มีแผนดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการลดพลังงานกรุงเทพมหานคร ในการนำทุกภาคส่วนทั้งประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างที่นายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮามา ได้กล่าวไว้ว่า ต้องนำคนเข้ามามีส่วนร่วม แล้วก็ต้องมีความชัดเจน โดยเริ่มต้นจากประชาชน ครัวเรือน การแยกขยะ การให้ความรู้เอกชนโดยเน้นย้ำที่ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่หน่วยงานภาครัฐ และ กรุงเทพมหานครจะต้องเข้าไปช่วยเหลือ ให้กลุ่มเหล่านี้สามารถเข้าร่วมกระบวนการในการลดคาร์บอนได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญคือการร่วมมือกัน อีกสิ่งที่สำคัญคือต้องมีแผนที่ชัดเจน เป็นแผนดำเนินงานที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ โดยในแผนปฏิบัติการของ กทม. จะมีรายละเอียดย่อย เป็นรายปีและจะมีรายละเอียดลงไปเป็นกลุ่มว่าในชุมชนทำเท่าไหร่ เอกชนทำเท่าไหร่ พยายามทำให้ละเอียดที่สุด เพื่อที่ทุกคนจะได้ปฏิบัติตามได้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้ กทม. กับเมืองโยโกฮามา มีโอกาสจะร่วมโครงการ city-to-city กันต่อในระยะที่ 2 หรือไม่ นายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮามา กล่าวว่า ในส่วนของ Action Plan : Energy Action Plan หรือแผนปฏิบัติการพลังงานกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ ได้มีการดำเนินงานและวางแผนกันไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งตัวแผนได้แสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินการด้านใดบ้าง นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องจัดการต่อไป อย่างเช่น เรื่องขยะ เรื่องการจราจร หรือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจากนี้ ทั้ง 2 เมืองคงต้องมามีการพูดคุยร่วมกัน โดยอยากให้มองว่า Action Plan เป็นเหมือนหลักใหญ่ๆ หลังจากนี้ทางเมืองโยโกฮามา ก็อยากจะร่วมมือ และประสานงานกับ กทม. ในการทำ Action Plan ย่อยๆ

และในครั้งนี้สิ่งหนึ่งที่สำคัญและที่ขาดไปไม่ได้เลย คือการดำเนินงานของผู้ประกอบการ ฝ่ายเอกชน ดังนั้นสิ่งหนึ่งเลยที่ตั้งใจจะทำต่อไป คือผลักดันให้มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบผู้ประกอบการญี่ปุ่นในการลดคาร์บอน เพราะการดำเนินงานตาม Action Plan ในครั้งนี้ เราคงจะขาดภาคเอกชนไปไม่ได้ แล้วจะมีการพยายามให้มีการแลกเปลี่ยนในด้านของเทคโนโลยี และแนวความคิดต่างๆ ต่อไป

ขณะที่ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า โครงการ city-to-city คงไม่ใช่แค่เป็น Action Plan ที่ต้องทำตามลำดับ แต่เป็นมิตรภาพและความสัมพันธ์ ซึ่งก็คงมีความยืนยาวต่อเนื่องไป เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่าง กทม. กับเมืองโยโกฮามามียืนยาว จึงคงไม่ใช่มีแค่ Action Plan แต่จะมีความร่วมมืออื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายและ มีความสัมพันธ์ที่ยืนยาว มั่นคงแข็งแรงต่อไป
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ กทม. และนายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮามา กล่าวทิ้งท้ายร่วมกันว่า ความร่วมมือระหว่าง กรุงเทพมหานคร-โยโกฮามา จะแน่นแฟ้น และขยายโอกาสในความร่วมมือกันในอีกหลายๆ มิติ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเมือง Net Zero ของภูมิภาคเอเชีย

สำหรับการคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์ของกรุงเทพมหานคร จัดทำขึ้นเพื่อนำข้อมูลที่ได้นำไปกำหนดมาตรการ หรือดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ตามนโยบาย “คาร์บอนคุมได้ กทม. ปลอดคาร์บอน” ยกตัวอย่างเช่น โครงการเปลี่ยนรถเก็บขนมูลฝอยไปใช้รถพลังงานไฟฟ้า การเปลี่ยนรถ BRT เป็นรถพลังงานไฟฟ้า และเพิ่มเส้นทางให้เชื่อมต่อกับระบบขนส่งทางรางมากขึ้น โดยส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ สนับสนุนการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่ประชาชน โครงการไม่เทรวม ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ และลดมีเทนจากการคัดแยกขยะของประชาชนมากขึ้น เป็นต้น.



