วันนี้ (8 ต.ค.) ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานแถลงผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ประจำปี 2564 โดยมีนายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. นายเจเรมี ดักลาส ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้บริหารระดับสูงจาก 9 กระทรวง 26 หน่วยงาน เข้าร่วมงาน

นายเจเรมี กล่าวว่า ทุกคนถือเป็นกำลังสำคัญในการร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องยาเสพติด โดยเฉพาะการจับและยึดยาเสพติดมีสถิติสูงขึ้น และยังมีการแสวงหาผลประโยชน์จากการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัล ทราบดีว่าทุกท่านมีความตั้งใจ มุ่งมั่น และบูรณาการร่วมกันอย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ลดความเดือดร้อนของประชาชนให้พวกเขาเหล่านั้น ได้อยู่ในสังคมปลอดภัยจากยาเสพติด จากการผนึกกำลังทุกภาคส่วนของสังคม ทำให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติด จนมีผลงานเด่นประจำปี 2564 และเป็นแนวทางใหม่ๆให้กับประเทศอื่นๆ ด้วย

ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ป.ป.ส. ในยุคนี้ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางทำงานเชิงรุก เพื่อให้ทันกับการปราบปรามยาเสพติด เพราะเรามีประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ 182 มาตรา ที่ต้องทำความเข้าใจ จากปีที่ผ่านมาเราตั้งเป้ายึดทรัพย์ 6,000 ล้านบาท แต่สามารถยึดทรัพย์ได้เกินเป้ากว่า 7,000 ล้านบาท ตนเชื่อว่าเมื่อมีประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่จะทำงานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมสามารถเดินหน้าต่อได้ แต่สิ่งที่วิตกคือการสอบสวนสกุลเงินดิจิทัล จึงเริ่มประสานร่วมงานกับ DEA ของสหรัฐในสัปดาห์หน้า สำหรับกฎหมายเก่าการทำสำนวน ไม่สามารถฟ้องได้นั้น ตนไม่เชื่อว่าหน่วยราชการรับสินบน แต่อาจขาดการใช้ระเบียบหรือข้อบังคับต่างๆ ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้ถูกวิจารณ์เสียหายได้ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องศึกษาทำความเข้าใจกฎหมายใหม่ให้ชัดเจน เพื่อให้ประเทศเดินได้

“จำนวนผู้ต้องขังคดียาเสพติดปี 2559 มีผู้ต้องขัง 71% ปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 79% และปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 82% คดียาเสพติดจับเท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะอัตราโทษไม่สมเหตุผล จึงเป็นเหตุที่กระทรวงยุติธรรมเสนอร่างกฎหมายใหม่เน้นยึดทรัพย์ให้หนักขึ้น สามารถยึดทรัพย์ย้อนหลังได้ถึง 10 ปี และแยกคดียึดทรัพย์ออกจากคดีอาญา โดยตั้งเป้าหมายปีงบประมาณ 2565 ต้องยึดทรัพย์ได้ 10,000 ล้านบาท และ 5% หรือ 500 ล้านบาท จะมอบให้เป็นรางวัลของผู้ที่ชี้เบาะแส สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่จะได้ 25% หรือ 2,500 ล้านบาท ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตัวชี้วัดการทำงานจะเปลี่ยนเป็นจำนวนทรัพย์ และการใช้ พ.ร.บ.มาตรการฯ, กฎหมายฟอกเงิน ซึ่งเราจะดำเนินการกับ 643 เครือข่ายยาเสพติด และผู้เกี่ยวข้องกับการค้ายา 10,073 คน” รมว.ยุติธรรม กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่เราสามารถดำเนินการได้ นอกจากนี้ยังปรับให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจลงโทษขั้นต่ำได้ ส่วนการพักโทษกรณีมีเหตุพิเศษ โดยปกติผู้ต้องราชทัณฑ์หรือผู้ต้องโทษจะต้องมีคุณสมบัติเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมและจำคุกหนึ่งในสามเท่านั้น แต่คดียาเสพติดส่วนมากเป็นการทำผิดซ้ำ จึงไม่เข้าเงื่อนไขได้รับพักโทษเหตุพิเศษ กระทรวงยุติธรรมจึงเสนอ ครม. อนุมัติพักโทษกรณีมีเหตุพิเศษในคดียาเสพติดที่ไม่อยู่ในกลุ่ม Watch list ซึ่งผู้ต้องขังสามารถขอให้ทบทวนโทษจากอัตรากฎหมายเก่าได้ เบื้องต้นจะทำให้ลดจำนวนผู้ต้องขังได้อย่างน้อยเกือบ 30,000 คน