สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ว่าเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาถือเป็นเดือนซึ่งร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ทั่วโลก รวมไปถึงสภาพอากาศที่รุนแรงและทำลายล้าง ตั้งแต่น้ำท่วมไปจนถึงคลื่นความร้อน

หน่วยงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส ของสหภาพยุโรป (อียู) รายงานระบุว่า ทุกเดือนนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2566 ทำลายสถิติอุณหภูมิของตัวเองในช่วง 13 เดือน ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนจัดทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “นี่เป็นมากกว่าความแปลกประหลาดทางสถิติ และถือเป็นการตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และต่อเนื่องต่อสภาพอากาศของเรา” นายคาร์โล บูออนเตมโป ผู้อำนวยการฝ่ายบริการของศูนย์โคเปอร์นิคัส กล่าว “แม้เหตุการณ์ขั้วจะสิ้นสุดลง เรายังเห็นสถิติใหม่ของสภาพอากาศที่อบอุ่นอยู่ ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่มนุษยชาติยังคงเพิ่มก๊าซเข้าไปในชั้นบรรยากาศ”

อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ทำลายสถิติเดือน มิ.ย. 2566 โดยเกิดขึ้นที่ในช่วงกลางปีที่มีสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ซึ่งความร้อนได้ปกคลุมทั่วโลกตั้งแต่อินเดีย, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐและเม็กซิโก ขณะที่ฝนซึ่งตกลงมาไม่หยุดหย่อน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเคนยา, จีน, บราซิล, อัฟกานิสถาน, รัสเซีย และฝรั่งเศส มากไปกว่านั้น ไฟป่าได้แผดเผาหลายพื้นที่ในกรีซและแคนาดา และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พายุเฮอริเคนเบริล กลายเป็นพายุเฮอริเคนระดับ 5 พัดผ่านหมู่เกาะแคริบเบียนหลายแห่ง

นายจูเลียน นิโคลัส นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของซี3เอส กล่าวว่า อุณหภูมิที่ทำลายสถิติสูงสุดเกิดขึ้นพร้อมกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นทั่วโลก “นั่นเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยเบื้องหลัง แต่ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว” เขากล่าว ขณะที่อุณหภูมิของมหาสมุทรก็พุ่งแตะระดับสูงสุดใหม่เช่นกัน โดยมหาสมุทรแอตแลนติก, มหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ และมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลให้เกิดความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

นอกจากนี้ เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา อุณหภูมิผิวน้ำทะเลแตะระดับสูงที่สุด และมีระดับสูงทำลายสถิติติดต่อกัน 15 เดือน เนื่องจากมหาสมุทรครอบคลุมพื้นผิวโลกถึงร้อยละ 70 และมันทำหน้าที่ดูดซับความร้อน ซึ่งร้อยละ 90 มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก “สิ่งที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรมีผลกระทบสำคัญต่ออากาศเหนือและอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเช่นกัน” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม โลกกำลังจะเข้าสู่ช่วงลานีญา ซึ่งจะทำให้สภาพอากาศเย็นลง “เราคาดว่าอุณหภูมิโลกจะลดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า” นิโคลัสกล่าว “หากอุณหภูมิน้ำทะเลยังคงสูงอยู่ แม้ว่าสภาวะลานีญาจะเกิดขึ้น สภาพอากาศปี 2567 อาจอบอุ่นกว่าปีที่แล้ว แต่มันยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้” ซี3เอสระบุเสริมว่า อุณหภูมิทั่วโลกในช่วง 12 เดือน จนถึงเดือน มิ.ย. ปีนี้สูงที่สุดในบันทึก และสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ย 1.64 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ดี อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังไม่ถือว่าเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งตกลงไว้ตามความตกลงปารีส ที่ 196 ประเทศได้ลงนามไว้เมื่อปี 2558 เนื่องจากเป้าหมายดังกล่าววัดเป็นหน่วยทศวรรษ ไม่ใช่ในแต่ละปี แต่เมื่อเดือนที่แล้ว ศูนย์โคเปอร์นิคัสคาดการณ์ว่า มีโอกาสถึงร้อยละ 80 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีของโลกจะเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในช่วง 5 ปีข้างหน้า.

เครดิตภาพ : AFP