สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ว่าระดับการฉีดวัคซีนในเด็กทั่วโลกหยุดชะงัก หลังเด็กหลายล้านคนไม่ได้รับการฉีดวัคซีน หรือได้รับวัคซีนน้อยกว่าที่กำหนด ช่องว่างดังกล่าวอาจส่งผลต่อการกลับมาระบาดของโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัด
ในปี 2566 เด็กร้อยละ 84 หรือ 108 ล้านคน ได้รับวัคซีนดีทีพี หรือวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ, บาดทะยัก และไอกรน ครบ 3 โด๊ส นับเป็นอัตราเดียวกับปีก่อนหน้า หลังการฉีดวัคซีนหยุดชะงักลงอย่างมาก ในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาด แต่เมื่อปี 2562 หรือก่อนหน้าการระบาดใหญ่ อัตราการรับวัคซีนอยู่ที่ร้อยละ 86
“แนวโน้มล่าสุดแสดงให้เห็นว่า มีเด็กตกหล่นหลายรายในหลายประเทศ” นางแคทเธอรีน รัสเซลล์ ผู้อำนวยการบริหารของยูนิเซฟ กล่าวในแถลงการณ์ โดยเมื่อปีที่แล้ว มีเด็กอีก 2.7 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนไม่ครบโด๊ส
The new global #immunization coverage data ???? is out:
— World Health Organization (WHO) (@WHO) July 15, 2024
???? Vaccine coverage stagnated in 2023
???? 2.7 million more children were left without life-saving vaccines compared to 2019
???? Low vaccine coverage is already driving measles outbreaks
More vaccination trends ⬇️
“เรากำลังออกนอกลู่นอกทาง” พญ.เคท โอไบรอัน หัวหน้าฝ่ายวัคซีนขององค์การอนามัยโลก กล่าว “ความครอบคลุมของการสร้างภูมิคุ้มกันทั่วโลก ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากการถดถอยครั้งประวัติศาสตร์ ในช่วงที่เกิดโรคระบาด”
มากไปกว่านั้น จำนวนเด็กที่ไม่ได้รับการฉีดยาแม้แต่ครั้งเดียว เพิ่มขึ้นเป็น 14.5 ล้านคน เมื่อปีที่แล้ว จาก 13.9 ล้านคน ในปี 2565 และจาก 12.8 ล้านคนในปี 2562 “สิ่งนี้ทำให้ชีวิตของเด็ก ๆ ที่อ่อนแอที่สุดตกอยู่ในความเสี่ยง” พญ.โอไบรอันเตือน
ทั้งนี้ เด็กมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งไม่ได้รับวัคซีนอาศัยอยู่ใน 31 ประเทศ ที่มีความเปราะบางและได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ส่งผลให้พวกเขามีความเสี่ยงติดโรคที่สามารถป้องกันได้ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านความปลอดภัย, โภชนาการ และบริการด้านสุขภาพ
นอกจากนั้น เด็กกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่จะพลาดการรับวัคซีนเข็มถัดไป โดยรายงานระบุว่า มีเด็ก 6.5 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งไม่ได้รับวัคซีนดีทีพีเข็มที่ 3 ที่จำเป็นต่อการป้องกันโรคในวัยแรกเกิดและวัยเด็กตอนต้น
ขณะเดียวกัน ดับเบิลยูเอชโอและยูนิเซฟแสดงความกังวลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงที่สุดในโลก “การระบาดของโรคหัดเป็นเหมือนลางบอกเหตุว่า ไวรัสเริ่มใช้ประโยชน์จากช่องว่างของภูมิคุ้มกัน และกำลังโจมตีกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด” นพ.เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าวในแถลงการณ์ โดยในปี 2566 มีเด็กเพียงร้อยละ 83 ทั่วโลกที่ได้รับวัคซีนโรคหัดโด๊สแรก ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปี 2565 แต่ลดลงร้อยละ 86 ก่อนเกิดโรคระบาด และมีเพียงร้อยละ 74 ที่ได้รับวัคซีนโด๊สที่ 2 แต่เป้าหมายในการสร้างภูมิคุ้มกัน อยู่ที่ร้อยละ 95
“นี่ยังต่ำเกินไปในการป้องกันการระบาด และบรรลุเป้าหมายในการกำจัดโรค” นพ.เอเฟรม เลมังโก หัวหน้าฝ่ายสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของยูนิเซฟ กล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงยอดผู้ป่วยโรคหัดมากกว่า 300,000 ราย ได้รับการยืนยันในปี 2566 ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้าเกือบ 3 เท่า และใน 103 ประเทศที่ตรวจพบการระบาดของโรคหัดเมื่อช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนเพียงร้อยละ 80 หรือต่ำกว่านั้น
ตรงข้ามกับใน 91 ประเทศที่อัตราการรับวัคซีนโรคหัดครอบคลุม “ทารกเกือบ 3 ใน 4 อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงสูงสุดต่อการระบาดของโรคหัด” นพ.เลมังโกกล่าว พร้อมชี้ว่า 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบขั้นรุนแรง ได้แก่ ซูดาน, เยเมน และอัฟกานิสถาน ซึ่งมีเด็กมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้วัคซีนป้องกันโรคหัด
ในทางกลับกัน จำนวนการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือเอชพีวี เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่การเข้าถึงวัคซีนดังกล่าวอยู่ที่เพียงร้อยละ 56 ในประเทศที่มีรายได้สูง และร้อยละ 23 ในประเทศที่มีรายได้น้อยกว่า ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 90 มาก.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



