สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ว่าความขัดแย้ง, ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ และสภาพอากาศสุดขั้ว ทำลายความพยายามในการควบคุมความอดอยาก เมื่อปี 2566 ส่งผลให้ประชากรโลกราวร้อยละ 9 ได้รับผลกระทบ
ผู้คนประมาณ 733 ล้านคนอาจต้องเผชิญกับความหิวโหย เมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นระดับคงที่เป็นเวลา 3 ปี หลังการเพิ่มขึ้นอย่างสูง เมื่อผ่านพ้นการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ความหิวโหยส่งผลกระทบต่อประชากร 1 ใน 5 ของแอฟริกา ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 1 ใน 11 ในพื้นที่ละตินอเมริกาและแคริบเบียนมีก้าวหน้ามาก ตรงข้ามกับเอเชียที่เป้าหมายขจัดภาวะขาดสารอาหารต้องหยุดชะงัก
มากไปกว่านั้น เป้าหมายในการเสริมสร้างการเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอสำหรับทุกคน ก็หยุดชะงักเช่นกัน โดยความไม่มั่นคงด้านอาหารในระดับปานกลางหรือรุนแรง ซึ่งบังคับให้ผู้คนต้องอดมื้อกินมื้อ ส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 2,330 ล้านคนในปีที่แล้ว หรือเกือบร้อยละ 29 ของประชากรโลก
733 million people faced hunger in 2023.
— Food and Agriculture Organization (@FAO) July 24, 2024
The world is off track to end hunger and malnutrition by 2030.
Swipe to learn what are the major drivers and possible solutions to hunger and malnutrition ⏩#SOFI2024 #Agenda2030
รายงานร่วมระหว่างองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ), กองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (ไอเอฟเอดี), กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ), โครงการอาหารโลก (ดับเบิลยูเอฟพี) และองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ชี้ให้เห็นว่า เราห่างไกลจากเป้าหมายของยูเอ็นในการสร้างโลกที่ปราศจากความหิวโหยภายในปี 2573 มากขึ้นเรื่อย ๆ
ความขัดแย้ง, ความวุ่นวายของสภาพภูมิอากาศ และภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ทำให้เกิดความไม่มั่นคงด้านอาหารและภาวะทุพโภชนาการ รวมไปถึงปัจจัยทางอ้อม อาทิ ความไม่เท่าเทียมกันอย่างต่อเนื่อง, การไม่สามารถเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพ และสภาพแวดล้อมทางอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ปัจจัยเหล่านี้มีความถี่และรุนแรงขึ้น และเกิดพร้อมกันบ่อยขึ้น
รายงานระบุว่า ในปี 2565 การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ประชากรมากกว่า 1 ใน 3 ของโลกไม่สามารถจ่ายได้ ขณะที่ความไม่เท่าเทียมกันในระดับภูมิภาคที่รุนแรง ส่งผลให้ประชาชนมากกว่าร้อยละ 71 ในประเทศซึ่งมีรายได้น้อย ไม่สามารถรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพได้ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียงร้อยละ 6 ในประเทศที่มีรายได้สูง
นายเดวิด ลาเบอร์เด นักเศรษฐศาสตร์จากเอฟเอโอและหนึ่งในผู้เขียนรายงาน กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังการระบาดของโรคโควิด-19 สิ้นสุด มีความไม่เท่าเทียมกันทั้งในและระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับสงครามและเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ไม่ลดลงในปี 2566 ที่เกิดขึ้นพร้อมความล้มเหลวในการจัดทำ “แผนมาร์แชลล์” เพื่อสนับสนุนเงินทุนเพื่อต่อสู้กับความหิวโหย
ในการประชุมสุดยอดจี20 ที่บราซิล ยูเอ็นเสนอให้มีการปฏิรูปการจัดหาเงินทุน เพื่อความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการครั้งใหญ่ ซึ่งตามการคาดการณ์ในปัจจุบัน โลกจำเป็นต้องใช้เงินระหว่าง 176,000 ล้าน-3.975 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3-143 ล้านล้านบาท) เพื่อขจัดความหิวโหยภายในปี 2573 แต่โครงสร้างทางการเงินที่กระจัดกระจายได้ ทำให้การขยายและเพิ่มประสิทธิภาพของความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการนั้น “เป็นไปไม่ได้”
รายงานแนะนำว่า ผู้บริจาค, หน่วยงานระหว่างประเทศ, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และมูลนิธิ ต้องประสานงานกันให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน ทุกคนยังไม่มีเป้าหมายร่วมกัน และผู้มีบทบาทมักดำเนินโครงการระยะสั้นขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ การสร้างความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ ไม่ถูกจำกัดเพียงการแจกจ่ายถุงข้าวในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย และการเพิ่มการเข้าถึงพลังงานในพื้นที่ชนบท
นอกจากนี้ รายงานเสนอการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งผสมผสานระหว่างกองทุนเอกชนและกองทุนสาธารณะ เพื่อให้ภาคเอกชนลงทุนในความมั่นคงด้านอาหาร, แหล่งที่มาของผลผลิต และเสถียรภาพทางการเมือง “ไม่มีเวลาแล้ว ราคาที่ต้องจ่ายจากการนิ่งเฉยนั้น สูงกว่าทุนในการดำเนินการตามข้อเรียกร้องเป็นอย่างมาก”.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



