เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จัดพิธีมอบรางวัล เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติพุทธศักราช 2567 โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานมอบรางวัล บุคคลและองค์กรที่ได้เข็มและโล่เชิดชูเกียรติทางด้านภาษาไทย แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1.ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย จำนวน 2 ราย ได้แก่ ผศ.พรทิพย์ พุกผาสุข และผศ.ศิวกานท์ ปทุมสูติ 2.ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จำนวน 11 ราย ได้แก่ นางเทพี จรัสจรุงเกียรติ นายชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล นายณรงค์ฤทธิ์ คิดเห็น นายธีระพงษ์ โสดาศรี นางนันทพร แสงมณี น.ส.ปาริฉัตร ศาลิคุปต นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ ผศ.วีรวัฒน์ อินทรพร นายศราวุธ สุดงูเหลือม ผศ.สรตี ปรีชาปัญญากุล และนายสุภาพ คลี่ขจาย 3.ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น จำนวน 4 ราย ได้แก่ นายไกรสร ฮาดคะดี นายณรงค์ศักดิ์ กำเนิดทอง นายปราโมทย์ ในจิต และนายเอ็ด ติ๊บปะละ และ 4.ผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย จำนวน 1 องค์กร ได้แก่ สถาบันสุนทรภู่

รางวัลเพชรในเพลง รวม 14 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายปัณฑพล ประสารราชกิจ และนายธิติวัฒน์ รองทอง จากเพลงลั่นทม 2.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายกฤตศิลป์ ฉลองขวัญ จากเพลงดอกไม้จากดวงดาว 3.รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายจิรภัทร แจ่มทุ่ง จากเพลงยามท้อขอมีเธอ 4.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายสลา คุณวุฒิ จากเพลงอยากซื้อบ้านนอกให้แม่ รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย จำนวน 8 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายภาสกรณ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์ (สปาย) จากเพลงคอย 2.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายธานินทร์ อินทรแจ้ง (ธานินทร์ อินทรเทพ) จากเพลงเดือนประดับใจ 3.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ น.ส.สรวีย์ ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง) จากเพลงดอกไม้จากดวงดาว 4.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ น.ส.ปราชญา ศิริพงษ์สุนทร จากเพลงมรดกธรรม มรดกโลก 5. รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายอนันต์ อาศัยไพรพนา (นัน อนันต์) จากเพลงยามท้อขอมีเธอ 6.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายเสมา สมบูรณ์ (ไชยา มิตรชัย) จากเพลงรอยยิ้มก่อนจากลา 7.รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ น.ส.สุทธิยา รอดภัย (ใบเฟิร์น สุทธิยา) จากเพลงกราบหลวงพ่อใหญ่อ่างทอง และ 8.รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ น.ส.กาญจนา มาศิริ จากเพลงสารภาพรัก และรางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษ จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ครูเพลงผู้ใช้ภาษาวรรณศิลป์ดีเด่น นายชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร และรางวัลนักแปลเพลง : คมความ งามคำไทย ในบทเพลง นายธานี พูนสุวรรณ พร้อมทั้งมีการมอบรางวัลประกวดเพลงแรป “บอกรักษ์ภาษาไทย” 3 รางวัลด้วย

นางยุพา กล่าวว่า ภาษา เป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่มีการประดิษฐ์คิดค้นวิธีการติดต่อสื่อสารในรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิธีการใช้ภาษาโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ดังนั้น เพื่อให้การติดต่อสื่อสารโดยการใช้ภาษาไทยเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม ให้ประชาชนได้ตระหนักและร่วมกันสืบสานภาษาไทยให้ยั่งยืน ดังพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2505 ว่า “ภาษาไทยนั้น เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือของมนุษย์ชนิดหนึ่ง คือ เป็นทางสำหรับแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ให้ดี เราโชคดีที่มีภาษาของตนเอง มาแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้”

ด้าน ผศ.พรทิพย์ พุกผาสุข ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย กล่าวว่า ขอฝากให้คนไทยทุกคน มีความรัก และความภาคภูมิใจที่มีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติเพราะภาษาไทยมีเอกลักษณ์ทำให้คนไทยได้ใช้ภาษาสร้างความเจริญรุ่งเรืองตลอดมา จึงอยากให้คนไทยช่วยกันผดุง รักษา ให้ภาษาไทย อยู่คู่เมืองไทยตลอดไป ส่วนประเด็นที่น่าเป็นห่วงมาโดยตลอด คือ การใช้ภาษาผิดเพี้ยน การใช้ศัพท์แสลงสมัยใหม่นั้น ตนคิดว่าภาษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ต้องกลับมาทบทวน และศึกษาด้วยว่าใช้อย่างไรภาษาจะไม่เสื่อมเสีย หรือ เกิดความวิบัติ ต้องใช้อย่างไร ให้ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคล เวลา และสถานที่ เพื่อใช้ภาษาสื่อความหมายได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม ควรเป็นหน่วยงานหลักในการรณรงค์ ส่งเสริมการเรียนรู้ ใช้และสื่อความหมายภาษาไทยให้ถูกต้อง ขณะเดียวกัน สื่อมวลชน หรือ บุคคลสาธารณะ ก็ควรร่วมเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาไทยด้วย