สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปานามาซิตี ประเทศปานามา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ว่า ประธานาธิบดีโฮเซ ราอูล มูลิโน ผู้นำปานามา กล่าวว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศถอนบุคลากรการทูตทั้งหมดกลับจากเวเนซุเอลา และประกาศให้เจ้าหน้าที่การทูตทั้งหมดของเวเนซุเอลา ต้องเดินทางออกจากปานามา ภายในเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่วันจันทร์
ทั้งนี้ ผู้นำปานามากล่าวว่า รัฐบาลของประเทศที่ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน และละเมิดเสรีภาพพลเมือง ไม่สมควรได้รับการรับรองตามหลักการเมืองระหว่างประเทศ
???? Presidente de Panamá anunció el retiro del personal diplomático de Venezuela y señaló que relaciones diplomáticas con ese país están "en suspenso" hasta que se realice una "revisión completa de las actas y del sistema informático de escrutinio": pic.twitter.com/dfnGG8Kv07
— Emmanuel Rincón (@EmmaRincon) July 29, 2024
อนึ่ง เวเนซุเอลาจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา และคณะกรรมการการเลือกตั้งเวเนซุเอลาประกาศผลอย่างเป็นทางการ ว่าประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร วัย 61 ปี จากพรรคสหสังคมนิยม ได้รับการเลือกตั้งเข้ามามากที่สุด 51.2% รักษาตำแหน่งผู้นำเวเนซุเอลาเป็นสมัยที่สามติดต่อกัน หรือนับตั้งแต่ปี 2556 และการชนะเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้มาดูโรยังคงอยู่ในตำแหน่งต่ออีก 6 ปี หรือจนถึงปี 2573
ขณะที่คู่แข่งคนสำคัญ คือ นายเอ็ดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเตีย อดีตนักการทูตวัย 74 ปี ซึ่งลงสมัครในนามอิสระ แต่ได้รับความสนับสนุนจากฝ่ายค้าน ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา 44.2% อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฝ่ายค้านประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยยืนยันว่า กอนซาเลซ อูร์รูเตีย ได้รับเสียงสนับสนุนประมาณ 73% และจะร้องเรียนตามกระบวนการอย่างถึงที่สุด
ด้านนานาประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาแสดงความวิตกกังวล และเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ “อย่างเปิดเผยทุกคะแนน” สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับมาดูโร ซึ่งประกาศเรียกเอกอัครราชทูตเวเนซุเอลากลับจาก อาร์เจนตินา ชิลี คอสตาริกา ปานามา เปรู โดมินิกัน และปารากวัย.
เครดิตภาพ : AFP



