สำนักข่าวต่าวประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่า นายจอห์น เคอร์บีย์ โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ กล่าวถึงสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ในรอบ 24-48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งมีการสังหารแกนนำอาวุโสของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และผู้นำสูงสุดฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮามาส ว่าทั้งสองเหตุการณ์มีแต่จะยิ่งเพิ่มอุณหภูมิความตึงเครียดในภูมิภาค และสหรัฐมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ รัฐบาลวอชิงตันมองว่า “ยังไม่มีความเสี่ยง” ว่าการเสียชีวิตของบุคคลทั้งสอง จะเป็นชนวนเหตุให้สงครามในตะวันออกกลางลุกลามขยายวงกว้าง
ขณะเดียวกัน เคอร์บีย์กล่าวว่า “ยังเร็วเกินไป” ที่จะสรุปตั้งแต่ตอนนี้ ว่าการเจรจาหยุดยิงในฉนวนกาซา ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือการปล่อยตัวประกัน จะได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นรอบนี้
ด้านนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ว่ารัฐบาลวอชิงตัน “ไม่ทราบมาก่อนและไม่มีความเกี่ยวข้องในทางใดทั้งสิ้น” กับเหตุการณ์ลอบสังหารนายอิสมาอิล ฮานิเยห์ ผู้นำสูงสุดฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮามาส ที่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน พร้อมทั้งยืนยัน “ความจำเป็น” และ “ความสำคัญ” ของการเจรจา เพื่อให้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา
ส่วน ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน อัล-ธานี นายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ย หรือคนกลาง ในการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส เพื่อคลี่คลายสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ปีที่แล้ว ร่วมกับอียิปต์และสหรัฐ แสดงความกังวลว่า การเจรจาจะได้รับผลกระทบ.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



