สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวว่า ติ๊กต็อกละเมิดกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของเด็ก ซึ่งกำหนดให้บริการที่มุ่งเป้าไปที่เด็ก ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ในการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี

ติ๊กต็อกมีผู้ใช้ในสหรัฐประมาณ 170 ล้านคน ขณะนี้กำลังต่อสู้กับกฎหมายฉบับใหม่ที่จะบังคับให้ไบต์แดนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ตั้งอยู่ในจีน โอนสินทรัพย์ของติ๊กต็อกในสหรัฐ ภายในวันที่ 19 ม.ค. 2568 มิฉะนั้นจะถูกแบน

การฟ้องร้องกรณีดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินคดีครั้งล่าสุดของรัฐบาลวอชิงตัน ที่มีต่อติ๊กต้อก ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวล ว่าบริษัทจะรวบรวมข้อมูลของชาวอเมริกันจำนวนมากเพื่อรัฐบาลจีน และสร้างอิทธิพลที่อาจเป็นอันตรายต่อชาวอเมริกัน

คณะกรรมาธิการว่าด้วยการค้าแห่งสหพันธรัฐ (เอฟทีซี) ระบุว่า คดีดังกล่าวมีจุดมุ่งหมาย เพื่อยุติการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็กในระดับมหึมาและผิดกฎหมายของติ๊กต็อก นายแฟรงก์ พัลโลน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต ประธานคณะกรรมาธิการด้านพลังงานและพาณิชย์ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลดติ๊กต็อก ออกจากการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเราไม่สามารถปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามรวบรวมข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของชาวอเมริกันจำนวนมหาศาลได้อีกต่อไป

ด้านติ๊กต็อกยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวว่า ติ๊กต็อกอนุญาตให้เด็กสร้างบัญชี และสร้างและแบ่งปันวิดีโอและข้อความสั้น ๆ กับผู้ใหญ่และผู้อื่นบนแพลตฟอร์ม รวมไปถึงรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กเหล่านี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง พร้อมอ้างว่า เด็กอเมริกันอายุต่ำกว่า 13 ปี หลายล้านคนใช้ติ๊กต็อกมาหลายปีแล้ว และเว็บไซต์ดังกล่าวได้รวบรวมและเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเด็ก

“พวกเขาละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็กซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถือเป็นการคุกคามความปลอดภัยของเด็กหลายล้านคนทั่วประเทศ” นางลินา ข่าน ประธานเอฟทีซี กล่าว เอฟทีซีเรียกร้องค่าปรับสูงสุด 51,744 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.8 ล้านบาท) ต่อวันจากติ๊กต็อก สำหรับการรวบรวมข้อมูลโดยไม่เหมาะสม ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว อาจรวมเป็นเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 35,313 ล้านบาท) หากศาลพิพากษาว่า ติ๊กต็อกและไบต์แดนซ์มีความผิด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมาย ขยายขอบเขตของกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเด็กในโลกออนไลน์ให้ครอบคลุมถึงผู้มีอายุไม่เกิน 17 ปี เพื่อห้ามการโฆษณาในเด็กและวัยรุ่น และให้ผู้ปกครองและเด็ก ๆ มีทางเลือกในการลบข้อมูลของตนออกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าว ยังต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรก่อน ซึ่งขณะนี้ปิดสมัยประชุมจนถึงเดือน ก.ย. นี้ และลงนามโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน จึงจะมีผลบังคับใช้ได้.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES