สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ว่า ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวถึงปฏิบัติการโจมตีทางทหารข้ามพรมแดน ไปสู่ภูมิภาคเคิร์สก์ ทางตะวันออกของรัสเซีย และเริ่มขยายวงกว้างไปยังภูมิภาคใกล้เคียง ซึ่งเปิดฉากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ากองทัพยูเครนสามารถรุกคืบพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง “เฉลี่ยวันละ 1-2 กิโลเมตร” เพื่อการสร้าง “แนวกันชน” ในภูมิภาคเคิร์สก์ ซึ่งรัฐบาลเคียฟเชื่อว่า จะสามารถปกป้องภูมิภาคตามแนวชายแดนของยูเครน ที่ยังคงเผชิญกับการโจมตีไม่เว้นแต่ละวันเช่นกัน


ด้านนายวยาเชสลาฟ กลาดคอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคเบลโกรอด ทางตะวันตกของรัสเซีย ซึ่งอยู่ติดกับภูมิภาคเคิร์สก์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์สู้รบเริ่มขยายวงออกจากภูมิภาคเคิร์สก์ โดยกำลังประสานงานกับหน่วยงานกลางในกรุงมอสโก เพื่อให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในระดับรัฐด้วย ซึ่งจะเป็นภูมิภาคที่สอง ต่อจากภูมิภาคเคิร์สก์


ขณะที่นายจอร์จีย์ ทิกฮีย์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยูเครน กล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดิน ที่เป็นการรุกข้ามพรมแดนไปยังพื้นที่ทางตะวันตกของรัสเซีย ว่า “เป็นความชอบธรรมอย่างแท้จริง” ของยูเครน ที่จะดำเนินการดังกล่าว


ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ยืนยันว่า รัฐบาลเคียฟ “ไม่มีความสนใจ” ที่จะ “ยึดครอง” แผ่นดินของรัสเซีย และปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดจะยุติทันที หากรัฐบาลมอสโก “เห็นชอบการฟื้นฟูสันติภาพ” พร้อมทั้งเน้นว่า ทหารยูเครนที่ร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ “มีจำนวนมากกว่าที่รัสเซียคาดการณ์ไว้”

ด้าน พล.อ.โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการกองทัพยูเครน กล่าวว่า ตอนนี้สามารถควบคุมดินแดนของรัสเซียได้อย่างน้อย 1,000 ตารางกิโลเมตร และยึดครองหมู่บ้านในภูมิภาคเคิร์สก์ได้แล้วอย่างน้อย 74 แห่ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเปิดฉาก เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565.

เครดิตภาพ : AFP