สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ว่า ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวถึงปฏิบัติการโจมตีทางทหารข้ามพรมแดน ไปสู่ภูมิภาคเคิร์สก์ ทางตะวันออกของรัสเซีย และเริ่มขยายวงกว้างไปยังภูมิภาคใกล้เคียง ซึ่งเปิดฉากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ากองทัพยูเครนสามารถรุกคืบพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง “เฉลี่ยวันละ 1-2 กิโลเมตร” เพื่อการสร้าง “แนวกันชน” ในภูมิภาคเคิร์สก์ ซึ่งรัฐบาลเคียฟเชื่อว่า จะสามารถปกป้องภูมิภาคตามแนวชายแดนของยูเครน ที่ยังคงเผชิญกับการโจมตีไม่เว้นแต่ละวันเช่นกัน
ด้านนายวยาเชสลาฟ กลาดคอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคเบลโกรอด ทางตะวันตกของรัสเซีย ซึ่งอยู่ติดกับภูมิภาคเคิร์สก์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์สู้รบเริ่มขยายวงออกจากภูมิภาคเคิร์สก์ โดยกำลังประสานงานกับหน่วยงานกลางในกรุงมอสโก เพื่อให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในระดับรัฐด้วย ซึ่งจะเป็นภูมิภาคที่สอง ต่อจากภูมิภาคเคิร์สก์
Today, I held a meeting with government officials—including the Prime Minister, the Deputy Prime Minister, the Minister of Internal Affairs, and the Ombudsman of the Verkhovna Rada—regarding support for our military actions in the Kursk region. It is crucial that Ukraine fights… pic.twitter.com/L2V9P8iHMn
— Volodymyr Zelenskyy / Володимир Зеленський (@ZelenskyyUa) August 14, 2024
ขณะที่นายจอร์จีย์ ทิกฮีย์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยูเครน กล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดิน ที่เป็นการรุกข้ามพรมแดนไปยังพื้นที่ทางตะวันตกของรัสเซีย ว่า “เป็นความชอบธรรมอย่างแท้จริง” ของยูเครน ที่จะดำเนินการดังกล่าว
ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ยืนยันว่า รัฐบาลเคียฟ “ไม่มีความสนใจ” ที่จะ “ยึดครอง” แผ่นดินของรัสเซีย และปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดจะยุติทันที หากรัฐบาลมอสโก “เห็นชอบการฟื้นฟูสันติภาพ” พร้อมทั้งเน้นว่า ทหารยูเครนที่ร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ “มีจำนวนมากกว่าที่รัสเซียคาดการณ์ไว้”
ด้าน พล.อ.โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการกองทัพยูเครน กล่าวว่า ตอนนี้สามารถควบคุมดินแดนของรัสเซียได้อย่างน้อย 1,000 ตารางกิโลเมตร และยึดครองหมู่บ้านในภูมิภาคเคิร์สก์ได้แล้วอย่างน้อย 74 แห่ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเปิดฉาก เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565.
เครดิตภาพ : AFP



