“ทีมข่าวอาชญากรรม” ชวนวิเคราะห์แง่มุมสถานการณ์ ท่ามกลางอินฟลูฯจำนวนมากในโลกออนไลน์กับมือปราบไซเบอร์ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์  คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. ชี้ว่ากรณีเบิร์ด วันว่าง ๆ เป็นภาพสะท้อนปรากฏการณ์คอนเทนต์ขยะในยุคโซเชียลได้ชัดเจน คือเป็นคอนเทนต์มุ่งสร้างความสนุก ความตื่นเต้น เรียกกระแสไวรัล แต่ละเลยความเหมาะสมและข้อกฎหมายเกี่ยวข้อง

ในมุมมองเจ้าหน้าที่ อินฟลูฯ หรือผู้มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ถือเป็น “ผู้มีอิทธิพลทางความคิด” โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ซึ่งมีแนวโน้มเลียนแบบพฤติกรรมได้ง่าย

คำว่า “คอนเทนต์ขยะ” ที่ถูกเรียกกันเอง ในเชิงความหมายสะท้อนชัดว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า เปรียบเสมือนสิ่งที่ควรถูกทิ้ง ไม่ควรถูกนำมาผลิตซ้ำหรือทำให้เป็นกระแส

หากพิจารณาในเชิงกฎหมาย แม้เพียงการ “ประแป้ง” หากเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานรังแกหรือทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397

กรณีลักษณะรุนแรง เช่น ประแป้งเข้าตา หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือจิตใจ ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานทำร้ายร่างกาย มาตรา 391 หรือยิ่งไปกว่านั้น หากมีลักษณะฉวยโอกาส เช่น การสัมผัสร่างกายในลักษณะล่วงละเมิด ก็อาจเข้าข่ายกระทำอนาจาร มาตรา 278

นอกจากนี้ หากมีการนำสินค้า หรือกล่าวอ้างถึงแบรนด์ เช่น ประเด็น “กาวยาแนว” หรือถ่ายติดยี่ห้อสินค้าในลักษณะที่ทำให้เข้าใจผิด หรือทำให้แบรนด์เสียหาย ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ฮิตสุดโต่ง-ปั้นสถานการณ์

ปัจจุบันคอนเทนต์ลักษณะนี้มีแนวโน้ม “เพิ่ม” สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนเทนต์แนว “แกล้งคน”, “สร้างสถานการณ์” หรือ “ทำอะไรสุดโต่ง” เพื่อเรียกยอดวิว เช่น การประแป้งคนแปลกหน้า การใช้วัตถุแปลกปลอม หรือการกระทำที่หวือหวาเกินขอบเขตความเหมาะสม

ในอดีตประเทศไทยเคยมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กลั่นกรองเนื้อหาสื่ออย่างเข้มงวด เช่น คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (กบว.) แต่ในยุคโซเชียลมีเดีย การควบคุมทำได้ยากขึ้น เพราะทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตสื่อได้

กระบวนการจัดการคอนเทนต์ผิดกฎหมายปัจจุบันยังต้องอาศัยหลายขั้นตอน ตั้งแต่การรวบรวมพยานหลักฐานส่งเรื่องไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก่อนเสนอศาล และประสานแพลตฟอร์มให้ปิดกั้น ซึ่งไม่ทันต่อความเร็วของการแพร่กระจาย

ขณะเดียวกัน ยังมีคอนเทนต์อีกประเภทที่แฝงความเสี่ยงสูง เช่น การหลอกลงทุนรีสอร์ตทิพย์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเครื่องมือ สร้างความเสียหายเฉลี่ยวันละ 60-70 ล้านบาท สะท้อนชัดว่าคอนเทนต์บางประเภท ไม่ได้จบแค่ความบันเทิง แต่เชื่อมโยงไปถึงอาชญากรรมจริง

คอนเทนต์ขยะพัฒนาสู่ความร้ายแรง

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ยอมรับคอนเทนต์ที่ดูเหมือนไม่รุนแรง อาจพัฒนาไปสู่ความผิดทางกฎหมายได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับเจตนาและผลกระทบ เช่น หากมีการนำสารอื่นมาผสมในแป้ง เพื่อสร้างเอฟเฟกต์หรือความแปลกใหม่ แต่ก่อให้เกิดอันตราย เช่น ผื่นคัน หรือการบาดเจ็บ ก็ถือเป็นการกระทำโดยเจตนา เข้าข่ายความผิดอาญา, กรณีเผยแพร่ภาพบุคคล หรือแบรนด์สินค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือทำให้เกิดความเสียหาย เข้าข่ายความผิดตาม PDPA  หากสร้างสถานการณ์เท็จ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด หรือเกิดความตื่นตระหนก ก็เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ                 

“ในทางปฏิบัติมีหลายกรณีที่คอนเทนต์ซึ่งเริ่มจากความบันเทิง หรือสร้างกระแส กลับนำไปสู่ความสูญเสียจริง ทั้งจากการเลียนแบบ หรือการทำกิจกรรมที่เสี่ยงอันตรายโดยขาดความระมัดระวัง”

แม้ผู้สร้างคอนเทนต์อาจไม่ได้มีเจตนาให้เกิดอันตราย แต่เมื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ติดตามจำนวนมาก ย่อมมีโอกาสสูงที่ผู้ชม โดยเฉพาะเยาวชนจะเลียนแบบซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บรุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิต ประเด็นนี้สะท้อนว่า “ผลกระทบของคอนเทนต์ไม่ได้จบอยู่แค่ในหน้าจอ” แต่สามารถลุกลามไปสู่โลกความเป็นจริงได้

ในแง่กฎหมายหากพบคอนเทนต์มีส่วนเชื่อมโยงกับความเสียหายต่อชีวิตหรือร่างกาย ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือประมาท ก็อาจเข้าข่ายความผิดที่รุนแรงขึ้น ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ขณะเดียวกันยังมีตัวอย่างการดำเนินคดีที่ชัดเจน เช่น อินฟลูฯ แนบลิงก์เว็บพนัน ซึ่งถูกจับมาแล้วหลายราย สะท้อนว่าความดังไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมาย

ใช้ “อิทธิพล” ให้ถูกทาง

พร้อมทิ้งท้ายเตือนบรรดาอินฟลูฯ ควรตระหนักว่าเสียงของตนเองมีอิทธิพลอย่างมาก เพียงการสื่อสารสั้นๆ ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมได้ เช่น การเตือนภัยอาชญากรรมออนไลน์ การใช้โซเชียลในทางสร้างสรรค์ ถือเป็นการทำประโยชน์ให้สังคมโดยไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์สิน แต่ใช้ “อิทธิพลของตนเอง” ให้เกิดคุณค่า

ในทางกลับกันการสร้างคอนเทนต์ที่เสี่ยงต่อกฎหมายเพียงเพื่อยอดวิว อาจทำให้จาก “ผู้สร้างคอนเทนต์” กลายเป็น “ผู้ต้องหา” ได้ในเวลาอันสั้น และสุดท้ายคำว่า “คอนเทนต์ขยะ” ไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ เพราะ “ขยะ” คือสิ่งที่ควรถูกทิ้ง ไม่ใช่นำมาสร้างซ้ำในสังคม.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน