เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน พร้อมมอบนโยบายขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐาน

โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ตนได้ย้ำให้ทุกเขตพื้นที่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และผลักดันเป้าหมาย Thailand Zero Dropout เพื่อไม่ให้มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะต้องการให้ไทยเป็นโมเดลต้นแบบของการแก้ปัญหานี้ เนื่องจากศธ.ได้รับนโยบายจากองคมนตรีให้เร่งแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดยขอกำชับให้สพท.จัดทำฐานข้อมูลที่ถูกต้องและบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน และให้สำรวจเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียน ทั้งระบบอินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม รวมถึงระบบการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) รวมถึงอุปกรณ์และระบบอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ในอนาคตจำเป็นต้องกำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้มีความชัดเจน สามารถทำงานบูรณาการร่วมกันภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การพัฒนาศักยภาพการศึกษา และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยแต่ละจังหวัดควรออกแบบการพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่  ขณะเดียวกันการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการครู รวมถึงการสอบคัดเลือกต่าง ๆ และการบริหารงานบุคคลจะต้องดำเนินการโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหรือข้อครหาเหมือนกรณีครูนิ่ม อีกทั้งสพท.ควรสื่อสารควรทำหน้าที่สร้างความเข้าใจกับสังคมในกรณีที่มีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบริหารบุคลากร เช่น การจ้างครูอัตราจ้างและค่าตอบแทน เป็นต้น

“สำหรับนโยบายโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ผมยืนยันว่ายังไม่มีแนวคิดยุบหรือควบรวม เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ส่งผลกระทบหลายด้าน โดยจะเดินหน้าพัฒนาโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน และเริ่มสร้างโรงเรียนต้นแบบในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 20 จังหวัด ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศหากประสบความสำเร็จ ส่วนการจัดทำร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งวุฒิสภาได้พิจารณาแล้ว คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนส.ค.นี้ โดยสาระสำคัญคือการปรับโครงสร้างองค์ประกอบของคณะอนุการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ลดสัดส่วนกรรมการโดยตำแหน่ง และเพิ่มผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีส่วนร่วมมากขึ้น และเกณฑ์ข้าราชการถูกฟ้องล้มละลายหากเป็นกรณีทั่วไปจะไม่ถูกให้ออกจากราชการ แต่หากเป็นการฟ้องล้มละลายจากเหตุทุจริตจะต้องมีโทษให้ออกจากราชการเพียงอย่างเดียว” นายประเสริฐ กล่าว