สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเอกสารแสดงบัญชีทรัพย์สินฉบับล่าสุดเผยให้เห็นว่า รีสอร์ทหรู 2 แห่งของทรัมป์ในรัฐฟลอริดา ได้แก่ มาร์-อา-ลาโก และ ทรัมป์ เนชันแนล โดรัล ทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงการทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวกับบทบาททางการเมืองของผู้นำสหรัฐ


นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ทรัมป์เดินทางไปยังรีสอร์ททั้งสองแห่งรวมมากกว่า 20 ครั้ง เพื่อจัดงานระดมทุนที่ผู้ร่วมงานต้องจ่ายค่าเข้าร่วม 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคน (ราว 33.29 ล้านบาท) ต้อนรับผู้นำต่างประเทศ และเป็นเจ้าภาพงานของพรรครีพับลิกัน ขณะที่กลุ่มธุรกิจและองค์กรทางการเมืองต่างพยายามจับจองตารางเวลา เพื่อจัดงานที่รีสอร์ทของแห่งนี้เช่นกัน


นอกจากนี้ รีสอร์ทแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ซึ่งสมาชิกสามารถพบปะและสนทนากับทรัมป์ได้โดยไม่เป็นทางการ เนื่องจากผู้นำสหรัฐมักรับประทานอาหารค่ำบริเวณลานกลางแจ้งของรีสอร์ท


ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมหลายคนมองว่า การผสมผสานระหว่างการเมืองกับผลประโยชน์ทางธุรกิจเช่นนี้ เปิดโอกาสให้กลุ่มผลประโยชน์พิเศษสามารถเข้าถึงตัวประธานาธิบดีโดยตรง


ด้านนางแอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันว่า ทั้งผู้นำสหรัฐและครอบครัว “ไม่เคย และจะไม่มีวัน” มีผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมระบุว่า การตัดสินใจทุกอย่างของทรัมป์และรัฐบาล เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน


ขณะที่ทรัมป์เคยให้คำมั่น ก่อนกลับเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่สอง ว่าจะไม่เข้าไปบริหารกิจการของธุรกิจทั้งหมดในเครือองค์กรทรัมป์ และโอนทรัพย์สินทั้งหมดเข้าสู่ทรัสต์ที่บุตรหลานเป็นผู้ดูแล เช่นเดียวกับในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีวาระแรก


อย่างไรก็ตาม เอกสารเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินประจำปี ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงานจริยธรรมของรัฐบาลสหรัฐ กลับระบุว่า ความมั่งคั่งส่วนตัวของทรัมป์เพิ่มขึ้นมากกว่าประธานาธิบดีคนใดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ โดยเพียงรายได้จากรีสอร์ทมาร์-อา-ลาโก ทรัมป์ได้รับเงินเกือบ 77.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,579.98 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากปีก่อน และมากกว่ารายได้จากรีสอร์ทแห่งนี้เมื่อปี 2563 ถึงสามเท่า


ทว่ารายได้จากรีสอร์ททั้งสองแห่งยังน้อยกว่ารายได้จากธุรกิจคริปโตเคอร์เรนซีของทรัมป์ ซึ่งสร้างรายได้มากกว่า 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 46,620 ล้านบาท) จากเหรียญ $TRUMP และบริษัท เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล ซึ่งร่วมก่อตั้งโดยบุตรชายทั้งสองคน คือ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ และอีริก


นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีรายได้เกือบ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,998 ล้านบาท) จากการให้สิทธิใช้ชื่อ “Trump” แก่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้กับโรงแรม สนามกอล์ฟ อาคารสูง และโครงการอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศ เช่น เวียดนามและอินเดีย


ขณะที่ทรัมป์กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงว่า ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของตัวเอง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้น แต่ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุไปในทางเดียวกัน ว่ารีสอร์ทหลายแห่งของทรัมป์กลายเป็นสถานที่จัดงานระดมทุนของพรรครีพับลิกัน และบริษัทอีกหลายแห่งที่มีสายสัมพันธ์กับตระกูลทรัมป์ โดยมีแรงจูงใจสำคัญคือ โอกาสที่ผู้นำสหรัฐจะเข้าร่วมงาน


อนึ่ง มาร์-อา-ลาโก ยังเป็นสถานที่ต้อนรับผู้นำต่างประเทศหลายคน รวมถึงนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน รวมถึงคณะรัฐมนตรีของทรัมป์ ซึ่งเดินทางร่วมกับผู้นำสหรัฐไปยังรีสอร์ทแห่งนี้เป็นประจำ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS