เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (1 ก.ค.69) ผศ.ประพัฒน์ เชื้อไทย อดีตรักษาการอธิการบดี ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ( มทร.ล้านนา ) เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมถึง ดร.กมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา เพื่อพิจารณาหาแนวทางทวงคืนตำแหน่งอธิการบดี หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กลับเข้ารับราชการและคืนสิทธิประโยชน์ทั้งหมด แต่จนปัจจุบันยังไม่รับการเสนอชื่อเป็นอธิการบดี โดยมี นายสุทิน แก้วพนา รองประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยแทนคณะกรรมาธิการและที่ปรึกษาฯ เป็นผู้รับมอบหนังสือที่บริเวณห้องประชุม CA 426 อาคารรัฐสภา

ผศ.ประพัฒน์ กล่าวว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 สภามหาวิทยาลัยฯ ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอตน เพื่อขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดี ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) แต่ระหว่างกระบวนการ กลับมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีร้องเรียน ป.ป.ช. เพื่อหวังสกัดกั้นให้ ตนขาดคุณสมบัติ ซึ่งต่อมา ป.ป.ช. วินิจฉัยชัดเจนว่า ตนไม่ได้ทุจริตและสั่งให้มหาวิทยาลัยเอาผิดกับกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวที่เป็นคนทำผิดตัวจริง แต่มหาวิทยาลัยกลับละเว้นการเอาผิดลูกจ้าง แล้วหันมาตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง สั่งปลดและไล่ตนออกจากราชการในปี 2562 และ 2563 อย่างไม่เป็นธรรม จึงต้องใช้สิทธิ์ยื่นศาลปกครอง

กระทั่งเมื่อวันที่ 31มี.ค. 2569 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยทั้งหมด โดยสั่งให้มหาวิทยาลัยรับตนกลับเข้ารับราชการ คืนสิทธิประโยชน์ทั้งหมด และให้ถือเสมือนว่าไม่เคยถูกปลดออก ตนจึงรีบทำหนังสือแจ้งไปยังมหาวิทยาลัยและสภามหาวิทยาลัย กระทั่งได้กลับเข้ารับราชการ แต่เนื่องจากสิทธิ์ของการเสนอชื่อโปรดเกล้าฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย แต่นายกสภาฯ แจ้งว่าไม่ได้เป็นคู่กรณี จึงขอให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการ แต่จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

“ช่วงแรกผมและครอบครัวเดือดร้อนมาก คือไม่ได้เงินเดือนเลยในช่วงที่เขาไล่ออก จากนั้นผมถึงไปอุทธรณ์ เดินเรื่องด้วยตัวคนเดียวอีก 4-5 ปี ถึงจะได้รับการเปลี่ยนโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก ซึ่งก็ได้รับเงินเดือนแค่ครึ่งเดียวมาจนถึงปัจจุบัน” ผศ.ประพัฒน์ กล่าว

ผศ.ประพัฒน์ ยังระบุว่า สิทธิ์ที่ต้องได้คืนไม่ใช่แค่การกลับเข้ารับราชการ แต่รวมถึง “สิทธิที่จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ” ตามมติเดิมเมื่อปี 2560 ซึ่งยังคงมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมาย อีกทั้งปัจจุบันตำแหน่งอธิการบดีกำลังว่างลง เนื่องจากคนที่มาแทนถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดและไล่ออกไปแล้ว การเสนอชื่อตนจึงทำได้ทันทีโดยไม่กระทบใคร

“ผมก็เป็นอาจารย์และเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัย เป็นลูกหลานชาวนา เป็นคนบ้านนอก เพราะฉะนั้นเรามีเจตนาเข้าไปบริหารมหาวิทยาลัยด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนา พอเขากระทำอย่างนี้ มีการออกข่าว กระจายข่าว มันทำลายทั้งครอบครัว โดยเฉพาะบุพการีที่เป็นผู้สูงอายุ ท่านรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่ลูกชาย หรือคนที่เขามองว่าทุ่มเทด้านการศึกษา กลายเป็นผู้มีความชั่วร้ายแรงหรือผิดวินัยร้ายแรง กว่าศาลจะชี้ว่าผมบริสุทธิ์ก็ใช้เวลาถึง 8 ปี” ผศ.ประพัฒน์ กล่าว.