สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่า นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ แถลงระหว่างการลงพื้นที่ ในเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นหนึ่งในสวิงสเตตของการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ยุติแคมเปญหาเสียงทั้งหมดของตัวเอง ในฐานะผู้สมัครอิสระ และนับจากนี้จะสนับสนุนนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตผู้นำสหรัฐและแคนดิเดตของพรรครีพับลิกัน
ทั้งนี้ โรเบิร์ตซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต ประณามการเลือกนางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี ให้เป็นตัวแทนพรรคเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยไม่ผ่านขั้นตอนการหยั่งเสียงขั้นต้นภายในพรรคก่อน และบอกเล่า “ความคับข้องใจ” และความขัดแย้งหลายเรื่อง ระหว่างตัวเองกับบรรดาแกนนำของพรรคเดโมแครต
UNITE AMERICA.#RFKJr #trump pic.twitter.com/f5NXgxdRJs
— Robert F. Kennedy Jr (@RobertKennedyJr) August 24, 2024
แม้เคยมีการวิเคราะห์ว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งของโรเบิร์ต น่าจะช่วยดึงฐานเสียงของพรรคเดโมแครตออกมาได้บ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มรัฐที่เป็นสวิงสเตต แต่จนถึงตอนนี้ โรเบิร์ต “ขาดคุณสมบัติ” ที่จะมีชื่อปรากฏบนบัตรเลือกตั้งประธานาธิบดี ในอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง จากทั้งหมด 50 รัฐของอเมริกา
The moment President Trump welcomes Robert Kennedy Jr. onto stage. Wow. pic.twitter.com/PGttOrvP0O
— Charlie Kirk (@charliekirk11) August 23, 2024
ขณะที่กลุ่มทายาทตระกูลเคนเนดี ซึ่งแน่นอนว่า เป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ออกแถลงการณ์ตำหนิโรเบิร์ต “ทรยศ” จุดยืนทางการเมืองของตระกูลเคนเนดี
อย่างไรก็ดี หลังจากนั้น โรเบิร์ตไปปรากฏตัวบนเวทีปราศรัยของทรัมป์ ที่รัฐแอริโซนาด้วย ซึ่งทรัมป์แสดงความขอบคุณความสนับสนุนทางการเมืองจากโรเบิร์ต ส่วนแฮร์ริสกล่าวว่า “ความสมานฉันท์” ภายในพรรคเดโมแครต เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ณ เวลานี้ และเธอยังคงเชื่อมั่นว่า จะสามารถเอาชนะทรัมป์ได้ ในการเลือกตั้งวันที่ 5 พ.ย.
สำหรับค่าเฉลี่ยของผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกัน ณ วันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา เผยแพร่โดยเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ปรากฏว่า แฮร์ริสมีคะแนนนิยมนำเหนือทรัมป์ 49% ต่อ 47%
ด้านความคิดเห็นของประชาชนในสวิงสเตต พบว่า แฮร์ริสมีคะแนนนิยมนำเหนือทรัมป์ 49% ต่อ 47% เท่ากันที่รัฐวิสคอนซิน และรัฐมิชิแกน ทั้งคู่มีคะแนนนิยมเสมอกัน 48% ที่รัฐเพนซิลเวเนีย และ 47% ที่รัฐแอริโซนา และทรัมป์มีคะแนนนิยมนำเหนือแฮร์ริส 50% ต่อ 46% ที่รัฐจอร์เจีย.
เครดิตภาพ : AFP



