ภายหลังสภากรุงเทพมหานคร มีมติเห็นชอบร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ให้ตั้งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 90,773,031,580 บาท โดยข้อบัญญัติงบประมาณฉบับนี้จะใช้ บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป

ชุมชนเมืองเดลินิวส์ พาไปเปิดงบฯปี 68 ที่ผ่านการอนุมัติว่ามีสำนัก-สำนักงานเขตไหนได้รับงบประมาณมากที่สุด และน้อยที่สุด โดยการพิจารณางบประมาณฯในครั้งนี้ นางกนกนุช กลิ่นสังข์ สก.เขตดอนเมือง ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้ตั้งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 90,828,531,580 บาท จำแนกเป็น งบประมาณรายจ่ายของกทม. จำนวนเงิน 90,000,000,000 บาท และงบประมาณรายจ่ายของการพาณิชย์ของกทม.จำนวนเงิน 828,531,580 บาท

โดยมีการ ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณางบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 21 คณะ พร้อมรับฟังเหตุผลความจำเป็นในการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญฯ เป็นไปด้วยความรอบคอบ ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้อง ซึ่งคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้พิจารณาโดยยึดหลักของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นโยบายของผู้บริหารกทม. แผนพัฒนากทม. แผนปฏิบัติราชการประจำปีของกทม. และยึดหลักความคุ้มค่าในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและกทม.

ทั้งนี้ กรรมการวิสามัญฯ ได้ขอสงวนความเห็นเพื่อให้สภากทม.วินิจฉัยในรายการของสำนักการโยธา สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักพัฒนาสังคม และสำนักงานเขตปทุมวัน อาทิ โครงการค่าจ้างที่ปรึกษาประเมินกำลังต้านทานแรงแผ่นดินไหวอาคารสูงในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวนเงิน 9,000,000 บาท, โครงการจ้างควบคุมงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินธโร อุทิศ จำนวนเงิน 3,000,000 บาท, โครงการจ้างควบคุมงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลบางนา กทม. จำนวนเงิน 4,000,000 บาท, ค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาสำรวจสภาพสะพาน และจัดทำฐานข้อมูลสะพานเพื่อใช้ในงานบำรุงรักษาสะพานของ กทม. จำนวนเงิน 22,500,000 บาท ซึ่งที่ประชุมสภาเห็นชอบในการตัดงบประมาณดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการที่คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ขอสงวนความเห็นไว้เพื่อขอให้สภากทม.วินิจฉัย เช่น นายนภาพล จีระกุล สก.บางกอกน้อย และนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร สก.จอมทอง ขอสงวนความเห็นในประเด็นจ้างควบคุมงานก่อสร้าง โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาของสำนักการโยธา โดยขอให้ตัดงบประมาณเนื่องจากไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ และให้ความเห็นว่าโครงการที่ใช้งบประมาณในการจ้างผู้ควบคุมงานหรือที่ปรึกษานั้นไม่คุ้มค่า เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานมีความรู้ความเข้าใจในโครงการและพื้นที่ความรับผิดชอบอยู่แล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ต้องสำรวจพื้นที่ของตนเองเป็นประจำ จึงไม่เห็นชอบที่ต้องจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาทำดำเนินการ สำรวจ หรือควบคุมงานแต่อย่างใด ทั้งนี้ ที่ประชุมสภากทม.มีมติเห็นชอบให้ตัดงบประมาณของสำนักการโยธา จำนวน 3 โครงการในวงเงิน 29,500,000 บาท

โดยการพิจารณาข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในวาระที่สองและวาระที่สามนั้น สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ใช้เวลาในการอภิปรายและวินิจฉัยตามที่กรรมการวิสามัญฯ ได้ขอสงวนความเห็นโครงการต่างๆ ไว้ ราว 5 ชม. ก่อนที่จะ ลงมติเป็นเอกฉันท์ผ่านงบปี 68 รวมทั้งสิ้น 90,773,031,580 บาท พร้อมจัดส่งให้ฝ่ายบริหารดำเนินการต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ สำนักการโยธา จำนวน 9,210,290,442 บาท สำนักการระบายน้ำ จำนวน 7,080,714,790 บาท และสำนักการแพทย์ จำนวน 6,897,150,390 บาท

ส่วนหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุด 3 ลำดับ คือ สำนักงานเลขานุการผู้ว่าฯกทม. จำนวน 72,188,340 บาท สำนักงบประมาณ จำนวน 87,167,000 บาท และสำนักเทศกิจ จำนวน 180,575,100 บาท

สำนักงานเขตที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ สำนักงานเขตลาดกระบัง จำนวน 797,063,900 บาท สำนักงานเขตหนองจอก จำนวน 763,970,000 บาท และสำนักงานเขตบางขุนเทียน จำนวน 734,130,300 บาท

ส่วนสำนักงานเขตที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุด 3 ลำดับ คือ สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ จำนวน 223,390,700 บาท สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย จำนวน 246,964,300 บาท และสำนักงานเขตบางรัก จำนวน 263,344,910 บาท

นอกจากนี้ คณะกรรมการวิสามัญฯ ตั้งข้อสังเกตทั่วไปและข้อสังเกตเฉพาะหน่วยงาน เพื่อเป็นแนวทางขอจัดสรรงบปีต่อไป ดังนี้ สำหรับข้อสังเกตทั่วไปของคณะกรรมการวิสามัญ ได้แก่ 1.กรุงเทพมหานครควรกำหนดมาตรการดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้รับจ้างที่ผิดสัญญา และทิ้งงาน เช่น การปรับ การเรียกค่าเสียหาย การยกเลิกสัญญา การฟ้องร้องดำเนินคดี รวมทั้งระบุไว้ในร่างขอบเขตงาน (Term of Reference : TOR) เรื่องคุณลักษณะของผู้เสนอราคา เป็นต้น

2.กรุงเทพมหานครควรประสานงานกับหน่วยงานอื่นหรือประชาชน โดยให้ความช่วยเหลือ ความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเหตุผลและความจำเป็น เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ สอดคล้องกับแผนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณในแต่ละช่วงระยะเวลาที่มีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการพัฒนาต่อไป

3. การจัดซื้อครุภัณฑ์ควรมีรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน เพื่อคุณภาพ ความแข็งแรง อายุการใช้งานของครุภัณฑ์ และควรมีการรับประกันสินค้า 4. กรุงเทพมหานครควรกำหนดคุณลักษณะและรายละเอียดของครุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน และเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ส่วนข้อสังเกตเฉพาะหน่วยงาน ได้แก่ 1. สำนักการคลัง ควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจเกี่ยวกับพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 เพื่อจะได้ชำระค่าภาษีภายในระยะเวลาที่กำหนด และเพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน หากค้างชำระค่าภาษี

2. สำนักการจราจรและขนส่ง การเสนอขอตั้งงบประมาณ ค่าครุภัณฑ์ รายการกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ระบบดิจิทัลเพื่อทดแทนระบบแอนะล็อกแล้วติดตั้งในสถานที่เดิมนั้น ควรเปลี่ยนสถานที่ติดตั้งใหม่ โดยเพิ่มคุณสมบัติของเลนส์กล้องที่มีมุมมองกว้าง ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น และติดตั้งกล้องฯ เพียงตัวเดียว ทั้งนี้ เพื่อประหยัดงบประมาณ

3.สำนักการศึกษา ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัดกทม.หลายแห่งมีจำนวนนักเรียนลดลง สำนักการศึกษา ควรวิเคราะห์สาเหตุเพื่อปรับปรุงแก้ไข โดยให้โรงเรียนในสังกัดกทม.เป็นที่ยอมรับ และสร้างความไว้วางใจแก่ผู้ปกครอง และควรปรับปรุงหรือพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เทคนิคการสอน โดยสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนที่มีความทันสมัย รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อรองรับการเรียนการสอน

4.สำนักการแพทย์ ควรจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพิ่มเติมให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน และสอดคล้องกับการจัดหาระบบสารสนเทศมาใช้ในโรงพยาบาล 5. สำนักการระบายน้ำ ควรดำเนินการก่อสร้างเขื่อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและป้องกันการรุกล้ำ ส่วนคู คลอง ลำรางขนาดเล็ก ควรก่อสร้างดาดท้องคลองเพื่อความสะดวกในการขุดลอก

6.สำนักการโยธา การจัดทำโครงการก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมถนน ทางเท้าทุกรายการต้องวางแผนการดำเนินงาน จัดทำแผนมาตรฐานทางวิศวกรรม จัดทำแผนงบประมาณ คำนึงถึงความคุ้มค่า และการแก้ไขปัญหาในเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความรวดเร็วและครบถ้วน สมบูรณ์ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด และ 7. สำนักงานเขต ในการพิจารณาปรับปรุงทางเท้าควรคำนึงถึงอายุการใช้งาน ความชำรุด สภาพภูมิทัศน์ เช่น ทางเท้าบริเวณย่านการค้า ย่านธุรกิจและย่านอุตสาหกรรม โดยไม่ควรปรับปรุงเพียงบางส่วน แต่ควรปรับปรุงทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่ แหล่งท่องเที่ยว และเพื่อความสวยงาม

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ในส่วนของสำนักการโยธา ที่ได้รับงบนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสัดส่วนในเรื่องของ โครงการจ้างเหมาปรับปรุงระบบไฟฟ้าสาธารณะ, โครงการปรับปรุงทางเท้าและผิวจราจร, โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนน, โครงการก่อสร้างทางเดินลอยฟ้าในแนวถนนราชวิถี บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถึงแยกตึกชัย เป็นต้น

ขณะที่งบของสำนักการระบายน้ำ สัดส่วนจะถูกใช้วางระบบทั้งเส้นเลือดฝอย และเส้นเลือดใหญ่รับมือจัดการน้ำทั้งระบบ เช่น โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรจากคลองบางบัว ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา, โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองทวีวัฒนา บริเวณคอขวด, โครงการก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสีย และระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรีสัญญาที่ 1 งานก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรี และสวนสาธารณะ, โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และศูนย์สำรวจและเฝ้าระวังชายฝั่ง เป็นต้น.