สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ว่า สำนักงานซีเครต เซอร์วิส ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับ การขัดขวางความพยายามครั้งที่สอง ในการลอบสังหารนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ และตัวแทนพรรครีพับลิกัน ในการเลือกตั้งวันที่ 5 พ.ย. นี้ ที่สนามกอล์ฟ “ทรัมป์ อินเตอร์เนชั่นแนล กอล์ฟ คลับ” ในเมืองเวสต์ ปาล์ม บีช รัฐฟลอริดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
NEW: "The subject, who did not have line of sight to the former president, fled the scene. He did not fire or get off any shots at our agent," Acting Secret Service Director Ronald Rowe Jr. says on the apparent assassination attempt of Donald Trump. pic.twitter.com/50c0QtLBae
— NBC Politics (@NBCPolitics) September 16, 2024
ทั้งนี้ ซีเครต เซอร์วิส ยืนยันว่า คนร้าย คือ นายไรอัน เวสลีย์ เราธ์ วัย 58 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่รัฐฮาวาย มองไม่เห็นตัวทรัมป์ ซึ่งกำลังเล่นกอล์ฟอยู่ภายในสนาม และยืนยันว่า เราธ์ไม่ได้ยิงปืนออกไป ตามที่สื่อมวลชนหลายแห่งรายงานไปก่อนหน้านี้
หลังทราบว่า เจ้าหน้าที่อารักขาสังเกตเห็น เราธ์พยายามหลบหนีจริง แต่เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับอีกฝ่ายได้ โดยไม่มีการใช้ความรุนแรง ทว่าเจ้าหน้าที่มีการยิงปืนในบางช่วง เพื่อสกัดรถยนต์ของเราธ์
Fox News: Second Trump shooter spent nearly 12 hours near the golf course
— The Post Millennial (@TPostMillennial) September 16, 2024
pic.twitter.com/YG8YPtgqaL
ด้านแถลงการณ์ของสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เราธ์ซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหา ครอบครองอาวุธปืนอย่างผิดกฎหมาย ซุ่มอยู่บริเวณพุ่มไม้ใกล้กับรั้วของสนามกอล์ฟ เป็นเวลานานเกือบ 12 ชั่วโมง โดยพนักงานสอบสวนคาดการณ์ระยะเวลาดังกล่าว จากการตรวจสอบประวัติการใช้งานสมาร์ตโฟนของคนร้าย
เกี่ยวกับประเด็นว่า เราธ์สามารถเข้าไปอยู่ในบริเวณนั้นได้อย่างไร นายโรนัลด์ โรว์ รักษาการผู้อำนวยการ ซีเครต เซอร์วิส กล่าวว่า อดีตผู้นำสหรัฐ “เคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่” และเน้นว่า ซีเครต เซอร์วิส ยกระดับมาตรการอารักขาทรัมป์เป็นขั้นสูงสุด นับตั้งแต่ผ่านพ้นเหตุการณ์ลอบสังหารทรัมป์ ที่รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้น อดีตผู้นำสหรัฐถูกยิงได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหู
ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และนางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีและเคนดิแดตพรรคเดโมแครต ประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทรัมป์ แต่อดีตผู้นำสหรัฐกล่าวว่า การหาเสียงของพรรคเดโมแครต ที่ชี้นำว่าเขา “เป็นภัยคุกคาม” คือหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นความรุนแรง.
เครดิตภาพ : AFP



