น.ส.รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า ตลาดอุตสาหกรรมยาในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยสนับสนุนคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ การเพิ่มขึ้นของภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) ในกลุ่มประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวระบบสาธารณสุข

การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และการใช้ยาหลักในโรงพยาบาลภายใต้หลักประกันสุขภาพของประเทศไทย ในปี 2567 อุตสาหกรรมยาของไทยมีมูลค่าประมาณ 240,000 ล้านบาท (ประมาณ 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยมีการคาดการณ์จะเติบโตในอัตราร้อยละ 6 – 7% จากปัจจัยสนับสนุนที่กล่าว ยังมีการคาดการณ์โดยหลายหน่วยงานวิจัยทางการตลาดว่าในปี 2573 อุตสาหกรรมอาจจะมีมูลค่าถึง 480,000 ล้านบาท หรือ 13.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งที่น่าจับตาคือการที่ภาครัฐ และภาคเอกชน เริ่มผลักดันการพัฒนายา การสร้างนวัตกรรมทั้งในยา Generic และยาพัฒนาใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐขับเคลื่อนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการยา

การสร้างความมั่นคงทางการยาและด้านสุขภาพ จึงถูกกำหนดเป็นนโยบายที่ภาครัฐมีขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในการเข้าสู่กลุ่มประเทศ OECD ภายใน 5 ปี การลดการพึ่งพายานำเข้า และสนับสนุนการผลิตสารตั้งต้นทางยาภายในประเทศ และเพิ่มกำลังการผลิตในบัญชียาหลักเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง  จึงเป็นที่มาของการจัดงาน CPHI South East Asia งานแสดงสินค้าเทคโนโลยี นวัตกรรมที่มีเป้าหมายสำคัญคือ การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงทางการยาของประเทศไทย เพื่อช่วยขับเคลื่อนสุขภาพและเศรษฐกิจให้ก้าวไปสู่การเป็นเมดิคัลฮับ (Medical Hub) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมาตรฐานการผลิตยาที่ได้มาตรฐานในระดับสากล และพร้อมแข่งขันในการเป็นผู้ผลิตยาสู่ตลาดต่างประเทศ

“ความมั่นคงทางยา ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือรากฐานของความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน จึงต้องทำหน้าที่เข้มแข็ง ทั้งการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาในทุกมิติ เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางการยาอย่างยั่งยืน และเพื่อให้ “ยาไทย” คือ “ความภาคภูมิใจ” ของคนไทยทุกคน งาน CPHI South East Asia เป็นส่วนหนึ่งของ International Healthcare Week จัดขึ้นที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด The Gateway to the ASEAN Pharma Industry จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งให้อุตสาหกรรมยาไทยขับเคลื่อนไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ” นางสาวรุ้งเพชรกล่าว

นายสุรชัย เรืองสุขศิลป์ ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอุปนายก สมาพันธ์อุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน (TPMA) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยา ไม่ได้เป็นเพียงฟันเฟืองทางเศรษฐกิจ แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง” ของประเทศ ปัจจุบันตลาดยาไทยมีมูลค่ากว่า 2.4 แสนล้านบาท ท่ามกลางโอกาสนี้ ส.อ.ท. ได้วางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ไทยก้าวสู่การเป็น Regional Pharma Hub อย่างเต็มตัวผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ  เปลี่ยนจาก “ผู้นำเข้า” เป็น “ผู้ผลิตเพื่อความมั่นคง” ลดการพึ่งพายานำเข้า ผลักดันให้เกิดการผลิตสารออกฤทธิ์ทางยา (API) ในประเทศ ไม่เปราะบางต่อวิกฤตโลก ยกระดับจาก “ยาพื้นฐาน” สู่ “นวัตกรรมขั้นสูง” สนับสนุนให้โรงงานยาในไทยอัปเกรดสู่มาตรฐาน PIC/S GMP ระดับสากล เพื่อให้ยาไทยไม่ได้อยู่แค่ในตลาด CLMV แต่สามารถส่งออกไปได้ทั่วโลก  สร้างนิเวศอุตสาหกรรมยาที่แข็งแกร่ง ด้วยการผลักดันความร่วมมือกับภาครัฐและ BOI สร้างนิเวศการลงทุนที่เอื้อต่อการทำวิจัยและพัฒนา รวมถึงแก้กฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้สะท้อนต้นทุนคุณภาพที่แท้จริง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้และอยู่รอดอย่างยั่งยืน

               โดยส.อ.ท. มีเป้าหมายทำให้ไทยเป็น “ฐานการผลิตยาคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ของภูมิภาค” โดยไม่ได้มองแค่การเติบโตด้านตัวเลข แต่คนไทยต้องมียาเพียงพอและปลอดภัยในทุกสถานการณ์