ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน บานปลาย จนนำไปสู่การสู้รบและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันดิบขาดแคลน ดันราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อ ส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกแพงขึ้นตาม

ย้อนรอยชนวนเหตุ : ทำไมสหรัฐ กับ อิหร่าน ถึงรบกันจนสะเทือนเศรษฐกิจโลก?

1.ปมขัดแย้งนิวเคลียร์และการฉีกข้อตกลง JCPOA

ชนวนเหตุสำคัญในยุคปัจจุบันเกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อสหรัฐ (ในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก) ประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 (JCPOA) และกลับมาคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอย่างรุนแรง ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการกลับมาเดินหน้าเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์อีกครั้ง

2.สงครามตัวแทน (Proxy War) ในตะวันออกกลาง

ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่สองประเทศ แต่อิหร่านได้ให้การสนับสนุนกลุ่มกองกำลังติดอาวุธต่างๆ ในภูมิภาค (Axis of Resistance) เช่น กลุ่มฮูตีในเยเมน, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮามาส ซึ่งกองกำลังเหล่านี้ได้เปิดฉากโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐและพันธมิตรอย่างอิสราเอลและซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง

3.การปิดล้อมและโจมตีเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก

เมื่อถูกคว่ำบาตร อิหร่านและกลุ่มตัวแทนจึงใช้มาตรการตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน แฮกข้อมูลระบบเดินเรือ และขู่ที่จะปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางยุทธศาสตร์ที่ส่งออกน้ำมันดิบ 20% ของโลก ส่งผลให้เกิดวิกฤติพลังงานเป็นระยะๆ

4.ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 (พ.ศ. 2569) โดยกองทัพสหรัฐและอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน

สรุปเหตุการณ์สำคัญสหรัฐ-อิหร่าน

  • จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง : สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีสถานที่ทางทหารและจุดยุทธศาสตร์ของอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  • การตอบโต้ : อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐ รวมถึงพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง และทำการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือ
  • สถานะปัจจุบัน (18 มิถุนายน 2569) : ความตึงเครียดสิ้นสุดลงหลังจากการเจรจา โดยสหรัฐและอิหร่าน บรรลุข้อตกลงในการยุติสงครามและเปิดเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ

เปิด 14 ข้อ MOU สหรัฐ-อิหร่าน

1.สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐ รวมถึงพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในสงคราม จะประกาศยุติสงครามในทุกแนวรบโดยทันทีอย่างถาวร รวมถึงในเลบานอน นับตั้งแต่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันอีก รวมทั้งงดเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อกัน โดยสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในข้อนี้และข้ออื่น ๆ จะถูกบรรจุและรับรองไว้ในข้อตกลงฉบับสุดท้าย

2.สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐ ให้คำมั่นที่จะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย

3.สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐ ตกลงที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายในระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน ซึ่งสามารถขยายเวลาออกไปได้โดยยินยอมร่วมกัน

4.สหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และป้องกันไม่ให้มีการแทรกแซงหรือขัดขวางการดำเนินการของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน พร้อมทั้งฟื้นฟูการสัญจรทางทะเลให้กลับสู่ระดับสูงสุดในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน โดยปริมาณการเดินเรือของอิหร่านจะต้องสอดคล้องกับระดับก่อนเกิดสงคราม นอกจากนี้ สหรัฐยังให้คำมั่นว่าจะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่โดยรอบภายใน 30 วันหลังจากมีการบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้าย

5.เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะดำเนินมาตรการโดยทันทีเพื่อให้การเดินเรือพาณิชย์ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมานกลับมาดำเนินการได้ภายใน 30 วันในระดับเดียวกับก่อน

6.สหรัฐให้คำมั่นร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคในการจัดทำแผนฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมสำหรับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน พร้อมจัดสรรวงเงินสนับสนุนอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ โดยกลไกการดำเนินงานของแผนนี้ อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับสุดท้าย จะถูกกำหนดขึ้นภายใน 60 วัน

7.สหรัฐให้คำมั่นว่าจะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกรูปแบบต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตามกรอบเวลาที่จะตกลงกันในข้อตกลงฉบับสุดท้าย ซึ่งรวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC), มติของคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐ ทั้งในรูปแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ

8.สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านย้ำว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ไม่ว่าในกรณีใด โดยอิหร่านและสหรัฐ ตกลงกันว่าประเด็นเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์เสริมสมรรถนะ รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ตลอดจนความต้องการด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน จะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมภายใต้ข้อตกลงฉบับสุดท้าย ซึ่งจะรับรองสาระสำคัญในบทบัญญัติข้อนี้

9.สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐ ตกลงว่า ระหว่างรอการบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายจะคงสถานะเดิมไว้ โดยอิหร่านจะรักษาสถานะปัจจุบันของโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่สหรัฐจะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่ออิหร่าน หรือเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค

10.หลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และจนกว่าจะถึงวันที่มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร สหรัฐให้คำมั่นว่า กระทรวงการคลังสหรัฐ จะออกหนังสือรับรองการผ่อนผันการส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และอนุพันธ์ของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น การธนาคาร การประกันภัย การขนส่ง และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

11.สหรัฐให้คำมั่นว่า เมื่อการเจรจามีความคืบหน้าไปสู่ข้อตกลงฉบับสุดท้าย เงินทุนและทรัพย์สินของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ถูกอายัดหรือจำกัดอยู่จะได้รับการปลดล็อกและเปิดให้ใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ เงินทุนดังกล่าวไม่ว่าจะอยู่ในบัญชีหลักหรือถูกโอนย้าย จะสามารถนำไปใช้จ่ายให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ปลายทางตามที่ธนาคารกลางของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำหนด และจะพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยสหรัฐจะออกใบอนุญาตและการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อรองรับการดำเนินการดังกล่าว

12.สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐ ตกลงที่จะจัดตั้งกลไกการดำเนินงานเพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติตามข้อตกลงฉบับสุดท้ายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรักษาพันธกรณีในอนาคต

13.ภายหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และเมื่อได้รับการรับรองให้เริ่มดำเนินการตามข้อ 4, 5, 10 และ 11 รวมถึงการดำเนินการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐ จะเข้าสู่การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับสุดท้าย โดยครอบคลุมประเด็นที่เหลืออยู่ตามข้ออื่น ๆ โดยเฉพาะ

14.ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่าน ส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจ?

ข้อตกลงนี้คืออะไร? : สหรัฐและอิหร่าน บรรลุร่าง MOU สันติภาพ 14 ข้อ เพื่อหยุดยิง ยกเลิกการคว่ำบาตร เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระงับโครงการนิวเคลียร์ชั่วคราว และเข้าสู่กรอบการเจรจาข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน

ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลกและไทย : ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่งพลังงานโลก บรรเทาเงินเฟ้อ สำหรับประเทศไทยจะช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน และกระตุ้นการส่งออกไปตะวันออกกลาง

ผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์

  • ราคาน้ำมัน : ปรับตัวลดลง (รับรู้ซัพพลายใหม่จากอิหร่าน)
  • ตลาดหุ้นไทย : ปรับตัวขึ้น (โดยเฉพาะกลุ่มสายการบิน โลจิสติกส์ และวัสดุก่อสร้าง)
  • ค่าเงินบาท : มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น (จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดีขึ้นและ Fund Flow ไหลเข้า)
  • ราคาทองคำ: ย่อตัวลงในระยะสั้น (เนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง)

แม้สัญญาณบวกจะชัดเจน แต่นักลงทุนยังต้องติดตามการเจรจารายละเอียดในกรอบ 60 วันข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา