ยังคงเป็นเรื่องราวที่ทั่วทั้งโลกออนไลน์ต่างพากันให้ความสนใจอย่างมากมาย สำหรับกรณีโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ณ ร้านเหล้าชื่อดัง “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ที่คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมากและสร้างความโศกเศร้าไปทั่วทั้งประเทศ โดยล่าสุด “หมอก้อง” หรือ “พันเอก นพ.สรวิชญ์ สุบุญ” ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นดังกล่าวในงานเปิดตลาด Finn Stars Market ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยเจ้าตัวได้ให้คำแนะนำในการเอาตัวรอดเบื้องต้นเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์อุบัติภัยหมู่ พร้อมฟาดปมโซเชียลเหยียดเหยื่อ ชี้เป็นสิทธิประชาชนและต้องได้รับการเยียวยา และฝากถึงภาครัฐรวมถึงผู้เกี่ยวข้องให้ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำแบบเดิม

หมอก้อง เผยว่า “ถ้าเกิดว่าเราพูดคุยกัน ว่าเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรโดยเฉพาะเหตุการณ์แบบนี้ เขาเรียกว่าอุบัติภัยหมู่ Mass Casualty คือมีการสูญเสียเยอะ สิ่งแรกที่ต้องทำคืออะไรครับ ทุกคนจะตอบได้ว่ามีสติ แต่ว่าพอเอาเข้าจริง ๆ เมื่อเราเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วเราดึงสติทันไหม มันไม่ทันจริง ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกตัวเองตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ก่อน อย่าเอาแต่ทฤษฎี เราต้องฝึกปฏิบัติให้ร่างกายเราเคยชินกับการที่ต้องมีสติ สมมุติว่าในงานเรามีคนตะโกนโวยวายขึ้นมาปุ๊บเนี่ยเราก็ต้องมีสติ ก่อนที่เราจะทำอะไรทุกอย่างต้องมีสติเพราะว่าเรากำลังเจอกับเหตุการณ์ไม่ปกติ พอเรามีสติ สมมุติว่าเราอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคืออยู่นิ่งๆ ก่อน สังเกตสิ่งรอบข้าง เปิดประสาทสัมผัสให้ดี มีใครที่เค้ารู้เหตุการณ์เค้ากำลังให้คำแนะนำอะไรอยู่ไหม นอกจากเสียงคนที่กำลังโวยวาย เพราะผมเชื่อว่ามันจะต้องมีคนรู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นเราต้องทำ มันจะต้องมีผู้นำอยู่ในนั้น หรือแม้กระทั่งบอกว่าทางออกคือตรงไหน
แล้วก็อย่าแย่งกัน มันมีเวลา ทุกคนอยากหนีตายอยู่แล้วแหละ แต่ว่าถ้าหากหนีตายแบบไม่มีระเบียบ มันก็จะกลายเป็นโศกนาฏกรรม แล้วก็ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องของไฟไหม้ มีควัน มีไฟ พอเรามีสติเราพอจะทบทวนได้ว่าองค์ความรู้เดิม ๆ ที่เราเคยมีกันมาคืออะไร เราจะต้องหาอะไร แล้วก็จะหาผ้าชุบน้ำปิดปากแล้วก็พยายามก้มตัวลงต่ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าเรารู้กันหมด แต่ ณ เวลานั้นมันไม่ทัน พอมันไม่ทันเนี่ยบางทีมันไม่มีโอกาสให้แก้ตัว เพราะอะไร เพราะว่าพอเราไม่มีสติปุ๊บ เราก็จะล่ก จะวิ่ง จะหนี ก็สูดควันเข้าไปแล้ว พอสูดควันเข้าไปแล้วมันจะทันไหมกับการก้มตัวลงต่ำและเอาผ้าชุบน้ำปิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือมีสติจริง ๆ ฝึกได้ตั้งแต่วันนี้ สำหรับแผลที่โดนไฟ เขาเรียกแผลเบิร์น เขาก็จะมีการมาประเมินความเจ็บป่วยกันนะครับ อย่าบอกว่าแผลเบิร์นไม่สำคัญนะ ถ้ามันเกิดในบริเวณหน้า คอขึ้นไป หรือในตรงที่เค้าจะมีประเมินเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าจะต้องมีการใช้สารน้ำทดแทนเพราะว่ารากผิวหนังเนี่ยเราเสียน้ำเสียเกลือแร่ได้ แล้วร่างกายที่จะสามารถตายได้ จากการที่เกิดแผลพวกนี้ ถ้าเกิดว่าเป็นแผลพวกนี้ให้หมอจัดการครับ เราจัดการเองไม่ได้”

หมอก้อง เผยว่า “ส่วนเรื่องควรมีมาตรการป้องกันยังไง ผมก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ผมพูดตามตรงนะว่า กฎหมายทั้งหมดผมก็ไม่รู้ บางทีผมอาจจะทำอะไรที่ผิดกฎหมายโดยที่ตัวผมเองไม่รู้ก็ได้ เช่น ถ้าผมเปิดร้านอาหารวันนี้ผมอาจจะไม่รู้ว่าอันนี้เขาห้าม อันนี้เขาไม่ห้าม แต่ผมไม่เชื่อว่าถ้าจะเปิดถึงขั้นเป็นร้านเหล้าอะไรอย่างเงี้ย มาตรการเหล่านี้เขาจะไม่รู้ แต่อันนั้นมันก็คือเรื่องของผู้ประกอบการเนาะ สำหรับคนที่รู้ก็คือคนที่ดูแลกฎหมายใช่ไหม คนที่รู้ก็ควรจะจัดการ คนที่รู้ก็ควรจะช่วยผมจัดการว่าเออแนะนำผมสิ ว่าอันนี้คุณทำผิด ให้ไปเปลี่ยนตรงนี้นะ ทำตรงนี้ให้มันถูกต้องนะ ผมก็พร้อมจะทำตาม อ่านแล้วอย่างงี้ปล่อยให้ผมอยู่มาได้ยังไงตั้งนานนมอะ คุณรู้หรือเปล่าว่าผมยังทำผิดอยู่ ถ้าคุณไม่รู้ก็แปลว่าคุณบกพร่องต่อหน้าที่อยู่ดี ด้านไหนคุณก็ผิดอยู่ดีสำหรับผู้ดูแลกฎหมาย ส่วนเรื่องที่หลายคนก็มองว่าไปเที่ยวที่อโคจรเอง ไม่สมควรได้รับการเยียวยา ผมว่ามันคนละเรื่องกัน สถานที่ที่มันเป็นอโคจร อะไรหรือใครเป็นคนบอกว่าอโคจร มันคือสถานบันเทิง คุณก็เรียกมันว่าสถานบันเทิง ไม่ใช่สถานที่อโคจรเพราะถ้ามันเป็นสถานที่อโคจรงั้นคุณก็ไม่ควรให้มันมีแต่แรก

แต่อันนี้กฎหมายก็ไม่ได้ห้าม แต่ผมจะไปเที่ยวไหนมันก็เรื่องของผมอ่ะ ถูกป่ะ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่ต้องเยียวยาผู้คนเหล่านั้น ไม่น่าจะถูกนะ เค้าจะไปนั่นก็เรื่องของเขา แต่ไปแล้วต้องมีความปลอดภัยสิ ถ้าสถานที่ตรงนั้นมันถูกดูแลได้ดีอ่ะ เพราะฉะนั้นความเห็นที่บอกว่าไม่ควรเยียวยาเพราะเค้าไปเที่ยวของเขาเอง ผมคิดว่ามันไม่ใช่ (ยังไงก็ต้องได้รับการเยียวยา?) เฮ้ย เยียวยาดิ ก็อ่ะ ผมอยากกินข้าว ผมอยากไปสนุก ผมอยากที่จะดื่มดริ๊งค์ ก็ไม่มีใครห้าม ผมก็ต้องไปได้แต่สถานที่ที่ผมไปมันต้องมีความปลอดภัยสิ แล้วพอวันนี้มันเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้วพิสูจน์ว่าเกิดจากสถานที่นี้มันไม่ปลอดภัย มันผิดกฎหมาย คุณก็ต้องเยียวยาสิ ส่วนตัวเลขการเยียวยาอันนี้ผมไม่รู้ว่าตัวเลขที่เหมาะสมคืออะไร อันนี้ผมไม่แน่ใจ ส่วนถ้าถามว่ามันเกิดบทเรียนซ้ำซากแต่ว่ามันไม่มีการได้รับการแก้ไข ทำไมยังเกิดขึ้นอยู่ ผมคิดว่าพวกเราก็คงคิดไม่ต่างกัน สำหรับผมนะผมมองว่าผู้ประกอบการทำผิดมันก็คือ ถ้าคนไม่อยากจะทำให้มันถูกต้องมันก็หลบเลี่ยงตรงไหนก็ได้นั่นแหละจริงไหม คนที่มีหน้าที่ดูแลต่างหากที่จะปล่อยให้เขาหลบเลี่ยงได้ยังไง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าจะรื้ออะไรก็เขตนั้นก็ต้องโดนอะไรหน่อยไหม”
ขอบคุณภาพ : kong_sarawit



