เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นายปิยวัฒน์ ปิ่นประชาสรร อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI Hardware) ของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ว่า ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของเศรษฐกิจไทย และเป็นสัญญาณที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงของโลกอย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือมองว่าอุตสาหกรรม AI มีเพียงซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ แต่ในความเป็นจริง มูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่กลับอยู่ในภาคการผลิตฮาร์ดแวร์ ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ ชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เซิร์ฟเวอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ AI การที่ไทยได้รับการยอมรับให้อยู่ในกลุ่มประเทศชั้นนำของโลกด้านการส่งออก AI Hardware ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการสะสมศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นเวลาหลายสิบปี และที่สำคัญคือการกำหนดนโยบายภาครัฐที่เดินหน้าดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจน ทั้งการผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐาน AI ผ่านมาตรการของ BOI ตลอดจนการเตรียมบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก สอดรับกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงภาคการผลิตของไทย ที่ล็อกเป้า เอาดี ด้าน New Tech อย่างจริงจัง ถือเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลที่เหมาะสม
การพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่สามารถพึ่งพาเพียงการท่องเที่ยวหรือการบริโภคภายในประเทศได้อีกต่อไป ประเทศจำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่ง AI Hardware และเซมิคอนดักเตอร์ ถือเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศกำลังแข่งขันกันอย่างหนัก หากประเทศไทยสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนากำลังคน และสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีได้อย่างต่อเนื่อง ไทยจะไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้าน AI ของภูมิภาคในอนาคต
การได้รับการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IMF ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ช่วยยืนยันว่าทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยกำลังเดินมาถูกทาง และจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนทั่วโลกมากยิ่งขึ้น แต่ควรพิจารณาประเด็นของการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวควบคู่กันไปด้วย



