เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ถูกจับตามอง และให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก สำหรับธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้า “Gratitude Studio” ของพระเอกหนุ่ม “เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์” ซึ่งเจ้าตัวเคยเผยว่าเป็นการสานต่อแรงบันดาลใจจากน้องแมวสุดที่รัก จนได้รับความสนใจจากเหล่าแฟนคลับ และเหล่าแฟนๆ สายแฟชั่นกันอย่างมากมายนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด เกรท วรินทร ที่ได้เดินทางมาร่วมงานอีเวนต์เปิดตัวตลาด “fin stars market” ที่ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ก็ได้อัปเดตชีวิตลุยทำแบรนด์เสื้อผ้า พร้อมได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดช้ำใจหลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพในรูปแบบของการต้มตุ๋น โดยใช้ความน่าสงสารมาเป็นเครื่องมือ ซึ่งคนร้ายมีโปรไฟล์เป็นถึงอดีตคนที่เคยทำงานในวงการบันเทิงอีกด้วย

เกรท วรินทร เผยว่า “สำหรับจุดเริ่มต้นของการทำแบรนด์คือเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น เกิดจากน้องแมวของเราคือน้องไข่ตุ๋นที่เพิ่งกลับดาวไปเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เห็นมีคนชอบเยอะ ส่วนตัวเลยลองทำแบรนด์ดู ปกติไม่ค่อยได้กระโดดเข้าวงการแฟชั่นเท่าไหร่ อันนี้ลอง ได้มีที่ปรึกษาและมีหุ้นส่วนที่รู้เรื่องพวกนี้ก็เลยลองทำดู คือทำแบรนด์จริงจังเลย แต่ขายออนไลน์อย่างเดียว พอมีงานฟินสตาร์ พี่หมอก้อง สรวิชญ์ ชวนมา เหมือนมีงานออกบูธที่ไหนก็ลองไปเจอกับลูกค้าออฟไลน์ดูบ้าง ให้ทุกคนได้ลองสัมผัสผ้า สัมผัสกางเกง สัมผัสหมวก ตอนนี้ออกมาคอลเลกชั่นที่ 3 แล้ว ตั้งใจจะทำไปเรื่อยๆ เรียกว่าอยากทำด้วย เอาเสื้อผ้าที่ใส่เองได้ด้วย เป็นยูนิเซ็กซ์ สาวๆ น่ารักๆ ใส่ได้ ถ้าถามว่ามีแพลนเปิดสโตร์ออฟไลน์ตามห้างไหม อยากเปิดอยู่ แต่ด้วยความที่ทำกับแบรนด์เรายังมีคนทำด้วยกัน 3-4 คนเอง ยังไม่กว้างถึงขนาดมีทีมงาน แต่มีโอกาสได้เคยไปเป็นป๊อปอัพสโตร์อยู่ในบางห้างเหมือนกัน สนุกดี แต่เราเองเป็นคนอยากทำอะไรแล้วอยากดูแล จะต้องลงไปเจอ เวลาเรายังจัดการไม่ได้ดีขนาดนั้น สมมุติจัด 7 วัน อาจจะไปได้วันสองวัน ก็เลยยังไม่ได้มีป๊อปอัพสโตร์ที่เป็นถาวร เป็นขายออนไลน์อย่างเดียวทางอินสตาแกรมและทางไลน์เท่านั้น ก็ฝากแบรนด์ชื่อ Gratitude Studio ตามในไอจีของผมได้ เดี๋ยวจะเห็นว่าผมลงของแบรนด์ ฝากเวลาที่มีงานที่ไหน ผมจะคอยแชร์ มาเจอกันได้ ถ้าวันไหนมีออกบูธแล้วผมมาเอง ผมจะลดราคาพิเศษ

สำหรับที่หลายคนบอกว่ายังเป็นขวัญใจคนไทย 100% รู้สึกยังไงบ้างที่ยังไม่โดนโซลเอาต์ ไม่โซลเอาต์ ก็อยู่ไปเรื่อยไป ขอบคุณทุกคนมากที่ให้เป็นขวัญใจ ผมมันแรร์ ก็ไม่ได้มองไปถึงจุดนั้น ตอนนี้กิจกรรมเยอะแยะมากมาย อยู่บ้านเลี้ยงแมว ยังไม่ได้โซลเอาต์ แต่ก็มีคนดีเอ็มมีบ้าง แต่ไม่ค่อยมีใครจีบนะ มีแปลกๆ มากกว่า ผมว่าเจอกันทุกคนแหละ มีแปลกๆ แต่ดีเอ็มอาจจะไม่ค่อยได้ดู นอกจากพอเข้าไปดูแล้วมีงานติดต่อมา อันนี้จะดู แต่ไม่ได้ดูบ่อย (แปลกๆ ยังไง?) เคยพูดไปแล้ว จะเอาไปอีกเหรอ ก็มีพระเจ้าทำนายว่า แล้วก็มีเหมือนคุยคนเดียวว่าเมื่อไหร่จะกลับบ้านสักที ในหลายๆ วันติดๆ กัน ผมพูดตรงๆ นะ คนชื่นชอบเราก็ดีใจ รู้สึกขอบคุณ แต่พอมันมาในแบบที่เราไม่คาดหวัง เราก็ระมัดระวังตัวเหมือนกัน มันเกินความคาดหมายไปนิดนึง แล้วมิจฉาชีพก็ต้องเตือนด้วย เพราะล่าสุดก็มีเหมือนกัน (เจอมิจฉาชีพเหรอ?) เหมือนแอคเคานท์ปลอม ที่ทุกคนเคยเจอ แต่มีคนเชื่อ คนที่เชื่อเขาก็แคปมาว่า อันนี้ใช่พี่เกรทจริงๆ ไหม ซึ่งภาษาก็ไม่ใช่แล้ว เราก็เลยต้องเตือนด้วยว่าอย่าเชื่อง่าน ยังไม่ได้ถึงขั้นก่อเรื่องเงิน แต่เหมือนไปคุยกับแฟนคลับยาวๆ เลย แฟนคลับเราก็คิดว่าเป็นเรา แล้วแคปมาถามว่า อันนี้ใช่เฮียเล่นเองจริงๆ หรือเปล่า บอกไม่ใช่ เอารูปทุกอย่างเหมือนเราหมด ถ้าถามว่าได้กดรีพอร์ตไหม ส่วนใหญ่จะบอกในกรุ๊ปแฟนคลับ เพราะที่เป็นแอคหลุมเราควบคุมอะไรไม่ได้ แต่เมื่อไหร่ที่แอคหลุมนั้นสร้างปัญหาเรื่องเงิน มันสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ก็เลยต้องคอยเตือนให้ระวัง”

เกรท วรินทร เผยต่อว่า “ส่วนเรื่องซาแซงผมไม่เจอซาแซง แต่อย่าเจอเลย ไม่อยากเจอ ไม่อยากชีวิตวุ่นวาย อย่าเจอเลย เพราะผมไปไหนมาไหนก็ตัวปลิวๆ เดินห้าง ถ้าผมจะมีซาแซงหาตัวง่ายมาก ก็ไปไหนไปทั่ว ไปห้าง อย่าเลย อย่าทำชีวิตวุ่นวาย ขอไม่เจอดีกว่า ส่วนทางออนไลน์จริงๆ ผมก็แคปไว้แหละ แต่ถ้ายังไม่ได้เกิดเหตุการณ์ที่จะต้องเกี่ยวกับเรื่องเงิน ที่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็ไม่เป็นไรหรอก (โดนทักเรื่องเงิน เรื่องนู่นนี่นั่นเยอะไหม?) ของผมไม่เคยเจอแปลกๆ เกี่ยวกับเรื่องเงินนะ เอาอย่างนี้ดีกว่า เคยมีมาขายของ เป็นโปรไฟล์ที่เคยทำงานในวงการบันเทิง แต่เหมือนเขาเป็นโรคซึมเศร้า ไม่ได้เป็นที่รู้จักเยอะมาก ผมเข้าไปดูแล้วเขามาขายรูปภาพ อ้างว่าเป็นซึมเศร้า เราเห็นว่าไม่ได้ไกลตัวเท่าไหร่ อันนี้พอพูดแล้วก็นึกได้ แต่เล่าเป็นอุทาหรณ์แล้วกัน ด้วยความที่ใจดีอยากได้รูปนั้น เขาวาดด้วยฝีมือตัวเอง ก็โอนเงินไป ทุกวันนี้ยังไม่ได้ของเลย แต่ผมตามนะ พิมพ์ไปเลยว่าเสียความรู้สึกกับเรื่องนี้มาก ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะมิจฉาชีพหรืออะไร แต่เขามีเหตุผลที่น่าสงสาร แต่โอเคผมไม่สน พูดง่ายๆ แบบนี้ผมรู้สึกว่าจะตามจนเอาเงินคืน

เขาก็ตอบเหมือนกัน แต่ก็นานๆ หายไป ผมพูดเลย ผมมีบัตรประชาชนเขาด้วย เขาส่งมาให้ผม แต่อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะอันนี้ เอาอย่างนี้ผมไม่เคยเจอ แต่สิ่งที่ผมจะพูดได้ก็คือว่าผมเป็นคนชอบช่วยคนอยู่แล้ว แล้วพออันนี้เหมือนมาทำทุกอย่างให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย เขาไม่สบายจริง แล้วเขามีอย่างนี้ๆ แล้วเหมือนมาบิดกัน แบบเหมือนโกหกอ่ะ เหมือนสร้างเรื่องโกหก อันนี้รู้สึกแย่กับแบบนี้เหมือนให้เราเชื่อ ถ้าเกิดเป็นมิจฉาชีพเลยเราไม่คุยมันก็จะจบกันไป แต่อันนี้เหมือนมาทำให้เรารู้สึกว่าอยากช่วยจังเลยแล้วบิดอ่ะ ผมเอาคืน (ความใจดีของเราเป็นเหตุ?) คือเป็นเหตุ แต่ว่าไม่ใช่จำนวนเงินที่เยอะ แต่ว่าจะบอกว่าไม่ได้ อย่าทำแบบนี้ ก็คืออย่างที่บอก ตอนนี้มีบัตรอยู่แต่ไม่อยากทำอะไร ต่อไปนี้ก็ต้องตรวจสอบ ซึ่งผมว่าผมก็ตรวจสอบไประดับหนึ่งแล้วแหละ ก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ แต่อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่นะ”



