สภาผู้แทนราษฎรปิดสมัยประชุมไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้มีเวลาหายใจหายคอ ลดแรงกดดันทางการเมือง ก่อนจะเข้าสู่โหมดรบราฆ่าฟันทางการเมือง ซึ่งสมัยการประชุมสภาที่จะเปิดอีกครั้งคือในวันที่ 25 ส.ค. 69-22 ธ.ค. 69 ซึ่งเชื่อว่า “พรรคประชาชน (ปชน.)” และเพื่อนร่วมฝ่ายค้าน คงเดินหน้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่ปล่อยให้รัฐบาลทำงานได้อย่างราบรื่น ซึ่งเป้าหมายคงหนีไม่พ้นแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้งนายกฯ และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ภท. ในฐานะ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อหวังดิสเครดิต และพุ่งเป้าทำลายความน่าเชื่อถือ ในฐานะเป็นคู่แข่งในทางการเมือง

ด้าน “นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส. พรรค ภท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงข่าวสรุปผลงานการทำงานของสภา ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการผ่านร่างกฎหมาย 94 ฉบับ โดยเป็นร่างที่รัฐมนตรีตอบกลับ 34 ฉบับ และร่างกฎหมายที่ประกาศใช้ไปแล้ว 2 ฉบับ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ และยังมีกฎหมายรับหลักการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) อีกหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายที่เหลือจะเข้าสู่การพิจารณาทันทีหลังเปิดสมัยประชุมสภาสมัยหน้า

ที่น่าสนใจหลัง “ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.)” ออกมาแถลงเรื่องร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัด รธน. ด้าน “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาแถลงข่าวภายหลังศาล รธน.ชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัด รธน.ว่า ก่อนหน้านี้พรรคได้ติดตามสัญญาณจากฝ่ายรัฐบาลว่า มีการคาดการณ์ผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าหรือไม่ โดยพบว่า โครงการต่าง ๆ ที่จะใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาท ในส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองแม้แต่โครงการเดียว แต่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมีการให้ข่าวจากรัฐมนตรีหลายคน ทั้ง รมช.มหาดไทยและรมช.คมนาคม เกี่ยวกับโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินกู้ดังกล่าว
พรรคจึงมีข้อสงสัยว่า รายการโครงการดังกล่าวอาจเป็นโครงการที่มีการเตรียมผู้รับจ้างหรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อสันนิษฐานที่พรรคตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่า วงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แท้จริงแล้วเป็นเพียงการสอดไส้โครงการ โดยอาศัยความเดือดร้อนของประชาชนเป็นข้ออ้าง และอาจถูกใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง

เชื่อว่าเรื่องการใช้งบประมาณตาม พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในส่วน 2 แสนล้านบาท ซึ่งใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จะถูกจับตามองเป็นพิเศษ จะเป็นข้อมูลส่วนหนึ่ง ที่นำไปใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจ และปัญหาการทุจริตสอบเป็นข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนนับเป็นพันคน อีกทั้งนายอนุทิน ยังเป็น รมว.มหาดไทยมาอย่างยาวนาน ย่อมหลีกหนีความรับผิดชอบไม่พ้น
ส่วน “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งในเป้าหมาย ซึ่งน่าจะถูกซักฟอก จากผลงานการผลักดันโครงการไทย-เอไอ พาสปอร์ต (TH-AI Passport) มูลค่าโครงการ 1,621 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (DE Fund) เพื่อมอบสิทธิให้ 5 ล้านคน สามารถใช้งาน AI ระดับโปรฟรีได้เป็นเวลา 1 ปีเต็ม ซึ่งถูกแกนนำพรรคฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า มีการล็อกสเปก เลือกบริษัทที่มีความใกล้ชิดกับพรรคการเมือง โดยพรรคฝ่ายค้านเสนอให้นำเข้าสู่งบประมาณปกติ ขณะที่สังคมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของโครงการ และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจริง ความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการเปิดเผยรายละเอียด TOR และหลักเกณฑ์การคัดเลือก ความเป็นธรรมในการแข่งขัน หากการจัดหา AI เอื้อประโยชน์แก่ผู้ให้บริการบางราย ประสิทธิผลของโครงการ มีคำถามว่าผู้ได้รับสิทธิจะใช้งานจริงมากน้อยเพียงใด สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาทักษะได้ตามเป้าหรือไม่

ดูเหมือนรัฐบาลภายใต้การนำของพรรค ภท. จะเล่นบทตาต่อตา ฟันต่อฟัน ใครออกมาโจมตี จะตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ล่าสุด “นายภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กกรณีถูกพาดพิงจากเพจ “ที ลมฟ้าอากาศ” ที่โพสต์ข้อความอำมหิตขนาดไหน ถึงตัดงบประมาณของหาดใหญ่ ซึ่งมีที่มาจาก “นายจูรี นุ่มแก้ว” สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้หารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ว่าจะใช้งบกลางตรงไหน ช่วยเหลือพื้นที่ทันที ซึ่งโจทย์ของนายกฯ ต้องให้แล้วเสร็จ ภายในเดือน ต.ค. ก่อนที่หน้าน้ำจะมา ซึ่งขณะนี้จะใช้งบกลางจำนวน 457 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาคลอง ร.1 โดยจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุม กรอ. ต่อไป อยากเรียนชาวหาดใหญ่ ท่านทราบหรือไม่ งบประมาณปี 70 ที่ผ่านสภาวาระ 1 เทศบาลและท้องถิ่นของท่าน ทำคำขออะไร ขอทำห้องเรียนอัจฉริยะ 4 ห้อง ขอทำถนน ขอเจ็ตสกีมา 8 ล้านบาท

นายภราดร ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่ประชาชนต้องกังวล และกลัว คือนักการเมืองที่โกหก ที่เอาความจริงไม่หมดมาพูด ซึ่ง สส.บางคนก็ไปเห็นความจริงบางส่วนจากเทศบาลมาว่าถูกตัดอย่างโน้นอย่างนี้ว่า รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ ซึ่งไม่ใช่ความจริง ขอให้ท่านกลับไปดูที่ท้องถิ่นว่า เขาให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำท่วมมากแค่ไหน ไม่เห็นจะมีโครงการที่ขอแก้น้ำท่วมเลย มีอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ เงินของเทศบาลหาดใหญ่ เงินสะสมเหลือแค่ 200 กว่าล้านบาท ขอถามนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศบาลนครหาดใหญ่ เอาไปทำอะไรทำไมเก็บไว้เฉยๆ ตนไม่กลัวคนเก่ง เอาข้อมูลมาคุยกันได้ แต่สิ่งที่กลัวคือ กลัวคนโกหกเก่ง เพราะอันตราย รู้ความจริงแค่นิดเดียว แต่ไปเล่าแบบใหญ่โต ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ จึงขอฝากประชาชนในพื้นที่ฟังข้อมูลอีกด้านหนึ่งจากรัฐบาลด้วย
หลังจากนี้ต้องรอดู จาก “นายจูรี นุ่มแก้ว” สส.สงขลา พรรค ปชป. จะออกมาชี้แจงในประเด็นที่ถูกพาดพิงหรือไม่ เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือ และเครดิตทางการเมือง
ยังเดินหน้าตรวจสอบ “ฮั้ว สว.” อย่างต่อเนื่อง โดย “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า คดีฮั้วน่าจะทราบมติภายในต้นเดือน ก.ย.นี้ จะเห็นชอบตอนคณะไต่สวนชุดที่ 26 และส่งเรื่องนี้ที่มีชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าว จำนวน 229 คน ไปยังศาลฎีกา หรือจะมีการเป่าคดีให้กับทั้งหมด หรือบางคน เพราะในจำนวนกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คนนั้น มี 4 คนเป็น กกต.ได้รับรองจาก สว.ชุดนี้ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวจะต้องเดินหน้ากันอย่างขนาน นอกจากนี้ เรายังพบความเชื่อมโยง ที่มีการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงยุติธรรม เพราะไม่สามารถสนองความต้องการของฝ่ายการเมืองได้

ทำให้กังวลใจว่า อาจเกี่ยวข้องกับการโยกย้าย หรือการทำหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในคดีฮั้ว สว. จึงกังวลว่าเรื่องนี้ จะไปถึงศาลหรือไม่ ส่วนวันที่ 12 ก.ค.นี้ วิปฝ่ายค้านจะจัดกิจกรรมที่รัฐสภา โดยเราจะเจาะลึกหลักฐานคดีฮั้วในการเลือก สว. โดยจะอธิบายให้คนที่มาร่วมงาน เข้าใจในเรื่องโพย และก่อนจะเป็นโพยนั้น มีกระบวนการจัดตั้งอย่างไร มีเส้นทางการเงินอย่างไร มีบุคลากรจากพรรคการเมืองไหน ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และยังมีพยานบุคคลจากหลายจังหวัด เดินทางมาร่วมเล่าเหตุการณ์ ในช่วงก่อนการเลือก สว.ด้วย
“จะเป็นหลักฐานและมีน้ำหนัก ที่จะทำให้สังคมเห็นถึงความผิดปกติของเรื่องนี้ ซึ่งพยานหลายคนได้ให้ข้อมูลกับดีเอสไอ และกกต.ไปแล้ว และมีความกังวลใจว่า หน่วยงานตรวจสอบ ดีเอสไอและกกต.จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ดังนั้นการมานำเสนอให้สังคมได้รับรู้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สังคมช่วยกันจับตาให้คดีนี้ถูกดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา” นายพริษฐ์ กล่าว
คงต้องรอข้อมูลและหลักฐาน ที่แกนนำพรรคฝ่ายค้าน นำมาเปิดเผยจะมีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน จะมีผลต่อการพิจารณาของ กกต.หรือไม่
“ทีมข่าวการเมือง”



