สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ว่านายไมเคิล เบลีย์ ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่า ชัยชนะของทรัมป์มาจากการสนับสนุนเพิ่มขึ้น จากหลายกลุ่มประชากรและภูมิภาค ซึ่งผู้สำรวจความคิดเห็นไม่สามารถคาดการณ์คะแนนจากรัฐ ที่มีผลการเลือกตั้งแตกต่างจากปี 2563 ได้อย่างแม่นยำ

ตามรายงานของ “เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส” มากกว่า 90% ของเขตต่าง ๆ ในสหรัฐ ลงคะแนนเสียงให้กับทรัมป์ เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2563

ก่อนหน้านี้ การสำรวจคาดการณ์ว่า คะแนนนิยมของทั้ง 7 รัฐสวิงสเตตจะสูสีกันมาก และคาดว่าทรัมป์จะได้รับชัยชนะจาก 5 รัฐ ด้วยคะแนนห่างกับแฮร์ริส 1-3% แต่ท้ายที่สุดปรากฏว่า ทรัมป์กำลังจะเก็บชัยชนะได้ครบในทั้ง 7 รัฐ

บรรดานักสำรวจความคิดเห็นการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐครั้งนี้ ตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง หลังพลาดไปแล้วสองสมัยติดต่อกัน ทั้งชัยชนะของทรัมป์เมื่อปี 2559 และประเมินคะแนนที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะชนะทรัมป์ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2563 “สูงเกินไป”

ปัจจัยหลักเกิดจาก การที่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน ปฏิเสธเข้าร่วมการสำรวจความคิดเห็น และบริษัทต่าง ๆ ก็ไม่สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ

ในการสำรวจล่าสุดของเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส และวิทยาลัยเซียนา ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตผิวขาวมีแนวโน้มตอบแบบสำรวจ มากกว่าโหวตเตอร์รีพับลิกันผิวขาวถึง 16% และตัวเลขเพิ่มมากขึ้น ตลอดช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐครั้งนี้

นายเปโดร อาเซเวโด หัวหน้าฝ่ายสำรวจความคิดเห็นจาก “แอตลาสอินเทล” ให้ความเห็นว่า การสำรวจประเมินกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวฮิสแปนิก หรือผู้ที่มีรากฐานมาจากประเทศซึ่งใช้ภาษาสเปน “ต่ำเกินไปมาก” โดยเฉพาะที่รัฐเนวาดาและฟลอริดา จากการประเมินว่าโหวตเตอร์ผิวขาวจะเทคะแนนให้กับแฮร์ริส แต่ทรัมป์กลับทำคะแนนได้ดีกว่า เมื่อผลการลงคะแนนที่แท้จริงออกมา ขณะที่ตัวเลขจากชนบทก็เพิ่มขึ้นด้วย.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES