ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่ “ยุคดิจิทัลเต็มตัว” ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐและเอกชน ร่วมพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย 5G และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ทั่วไทยแล้ว
การที่คนไทยได้เข้าถึงดิจิทัลมากขึ้น เป็นการช่วยสร้างโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการใช้ชีวิตประจำวันที่ง่ายขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนและการทำงาน เป็นต้น
ล่าสุดได้มีข้อมูลจากผลการศึกษาในเรื่องดิจิทัล คือ ผลสำรวจโครงการ Thailand Digital Outlook ประจำปี 2567 ซึ่งเป็นการศึกษาตัวชี้วัดด้านการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลของประเทศไทย โดยอิงข้อมูลจาก OECD Going Digital toolkit และ กรอบ Measuring the Digital Transformation ของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี (OECD) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
ซึ่งจัดทำ โดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่ได้ดำเนินโครงการศึกษา Thailand Digital Outlook อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 62 ต่อเนื่องมาถึงปี 67 หรือเป็นปีที่ 6 แล้ว

“เวทางค์ พ่วงทรัพย์” รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บอกว่า การสำรวจในปีนี้ดำเนินการใน 8 มิติ ประกอบด้วย 1. การเข้าถึง 2. การใช้งาน 3. นวัตกรรม 4. อาชีพ 5.สังคม 6.ความน่าเชื่อถือ 7. การเปิดเสรีของตลาด และ 8.การเติบโตและสภาพความเป็นอยู่ มีการนำเสนอตัวชี้วัดทั้งหมด 102 ตัวชี้วัด
ซึ่งการสำรวจการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล (Demand Side) มีวิธีการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถาม โดยสำรวจ 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยบริการปฐมภูมิรวมจำนวน 51,187 ตัวอย่าง รวมทั้งรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสิ้น 35 หน่วยงาน ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำผลการสำรวจไปใช้ประกอบการศึกษาและจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศไทย ประจำปี 67
ผลสำรวจโครงการ Thailand Digital Outlook ประจำปี 67 พบว่าตัวชี้วัดด้านดิจิทัลของประเทศส่วนใหญ่ดีขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะในเรื่อง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของครัวเรือนในประเทศไทยอยู่ที่ 90.3% หรือคิดเป็น 21.7 ล้านครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 89.5% หรือ 21.0 ล้านครัวเรือน

นั่นหมายความว่า 1 ปีที่ผ่านมา คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึง 7 แสนครัวเรือน!
ทีนี้มาดูในเรื่องช่วงอายุ ซึ่งประชากรช่วงอายุ 16–74 ปี มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 90.7% หรือคิดเป็นจำนวน 50.1 ล้านคน เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 89.5 หรือ 49.2 ล้านคน ทำให้เห็นภาพว่าช่วง 1 ปี มีคนไทยเข้าถึงใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึง 9 แสนคน!!
หันมาดูในส่วนของแรงงานดิจิทัล ที่มีทักษะเฉพาะทาง ที่ถือว่าเป็นกลุ่มแรงงานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ก็มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น จาก 2.63 แสนรายในปีก่อน เป็น 2.78 แสนรายในปี 67 นี้ โดยมีผู้ปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นในอาชีพโปรแกรมเมอร์ และ ช่างเทคนิคปฏิบัติการด้าน ICT
ขณะที่ในส่วนของประชาชนกลุ่มเปราะบาง (บุคคลทั่วไปที่มีระดับรายได้ครัวเรือนอยู่ในช่วงร้อยละ 25 ที่ต่ำที่สุด) มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ 74.60% หรือจำนวน 12.12 ล้านคน เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 69.90% หรือจำนวน 11.23 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 8.9 แสนราย

เมื่อดูผลสำรวจในเรื่องสัดส่วนจำนวนนักศึกษาจบใหม่ระดับอุดมศึกษา ในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ จำนวน 33.26% หรือมีจำนวน 101,411 ราย จากจำนวน 304,925 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 23.69%
แสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนไทยมีการเลือกศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรม เพิ่มขึ้น!! ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะไทยยังขาดแคลนแรงงานและบุคลากรด้านนี้อีกจำนวนมาก
สำหรับผลสำรวจที่สำคัญในด้านพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้น พบว่า ในปี 67 นี้ คนไทยใช้งานเฉลี่ยวันละ 9 ชั่วโมง 20 นาที เพิ่มจากปีก่อนหน้าที่เฉลี่ยวันละ 7 ชั่วโมง 25 นาที เรียกว่ามีการ “ใช้ชีวิตติดจอ” ออนไลน์เพิ่มขึ้นเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว!! โดยการใช้งานส่วนใหญ่เพื่อการติดต่อสื่อสาร และการทำธุรกรรมทางการเงิน และการพักผ่อน/บันเทิง

ขณะที่ในยุคปัจจุบันการซื้อสินค้าออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นนั้น การสำรวจพบว่า การซื้อสินค้า/บริการออนไลน์ของประชาชน เพิ่มสูงขึ้น โดยประชาชนส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้าออนไลน์จะมีการซื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และมีมูลค่าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากเดิม 375 บาท/ครั้ง เป็น 428 บาท/ครั้ง!!
โดยมีสินค้าที่เป็นที่นิยมสูงสุดสามอันดับแรกคือ เสื้อผ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และหนังสือ ตามลำดับ สำหรับช่องทางการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ E-Marketplace เช่น Shopee Lazada ซึ่งผู้ซื้อสินค้าออนไลน์นิยมใช้ช่องทางนี้สูงถึง 95.98% หรือประมาณ 16,501 ราย จากผู้ตอบ 17,193 ราย
ขณะที่ช่องทาง Social Commerce ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Tiktok, Line และ Facebook อยู่ที่ 47.18 % จำนวน 8,111 ราย จากผู้ตอบ 17,193 ราย
ถือเป็นข้อมูลที่สำรวจโดยอิงข้อมูลและวิธีการสำรวจจาก OECD ที่เป็นองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อนำไปวางแผนนโยบายและแผนธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม เพื่อช่วยผลักดันการเป็น “ดิจิทัลไทยแลนด์” ได้
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



