นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส ได้เร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5จี ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยงบลงทุนในปีนี้ 22,000-25,000 ล้านบาท  ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมแล้วกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร พร้อมพัฒนาคุณภาพการให้บริการและขยายเน็ตเวิร์คอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีภูมิศาสตร์ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง มีเทือกเขา ภูเขา รวมถึงยังมีข้อจำกัดด้านแหล่งพลังงาน และปัญหาภัยทางธรรมชาติ เพื่อให้ลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือได้ใช้ติดต่อสื่อสารได้อย่างไม่จำกัด

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส  กล่าวว่า ปัจจุบันเอไอเอส มีเสาสัญญาณอยู่ 4  หมื่นจุด ทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้มีอยู่ 13,384 แห่ง มีการใช้พลังงานจากโซล่าเซลล์ นอกจากนี้ยังใช้พลังงานธรรมชาติอย่างโ กังหันลม และไฮโดรเจน และผสมผสานระบบการกระจายสัญญาณและไมโครเวฟ ด้วย ซุบเบอร์ เซลล์ ลิงค์ ที่จะเป็นการขยายระยะการส่งสัญญาณเพื่อเชื่อมโยงจากจุดต่อจุด ทั้งจากพื้นที่ราบและพื้นที่หลังทิวเขามาสู่พื้นที่ร่องเขาด้านล่าง เพื่อยกระดับเครือข่ายในพื้นที่ห่างไกลหรือในมุมอับสัญญาณที่อาจจะถูกบดบังจากภูเขาและพื้นที่สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายอาทยา หยู่เย็น หัวหน้างานปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคเหนือ เอไอเอส  กล่าวว่า  โครงข่ายสื่อสารของ เอไอเอส ภาคเหนือมีความพร้อมมากกว่าการเป็นระบบสื่อสาร ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม ผู้บริโภคทั่วไป กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการเดินทางและทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือ ดิจิทัล โนแมด กลุ่มชาติพันธ์ ชนเผ่าพื้นเมือง แรงงานต่างชาติ และภาคธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหารในพื้นที่สูงหรือพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีความครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ อาทิ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา, อุทยานแห่งชาติแม่ปิง, ห้วยกุ๊บกั๊บ, ทุ่งเกี๊ยะ, บ้านป่าข้าวหลาม, และดอยม่อนล้าน เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้มีความสะดวกสบาย พร้อมส่งต่อคอนเทนต์ผ่านโลกออนไลน์ตลอดเวลา