ศาสตราจารย์ ดร. ศุภวรรณ ตันตยานนท์ จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การเปลี่ยนมาใช้สารเคมีเกษตรที่ยั่งยืนมากขึ้นเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยปรับตัวสู่การปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการพึ่งพาสารเคมีที่เป็นอันตราย ขณะที่ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข แต่ยังสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ของภาคการเกษตรของไทย เพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ รัฐบาลได้วางแผนใช้เทคโนโลยีการเกษตรแบบแม่นยำเพื่อเพิ่มผลผลิต และความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันก็เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ความต้องการอาหารที่ผลิตอย่างยั่งยืนในตลาดส่งออกสำคัญ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และอเมริกาเหนือ กำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ผลิตภัณฑ์ ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นายสมศักดิ์ สมานวงศ์์ นายกสมาคมอารักขาพืชแห่งประเทศไทย (TCPA) กล่าวว่า ภาคการเกษตรของไทยซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศและใช้แรงงานกว่า 1 ใน 3 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศ กลับสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยเพียง 8% ของ GDP เท่านั้น แม้จะมีศักยภาพมหาศาล แต่ภาคส่วนนี้ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำกัด นอกจากนี้ความรู้ด้านการเกษตรที่ยั่งยืนของเกษตรกรไทยยังมีจำกัด รวมทั้งต้นทุนเริ่มต้นที่สูงสำหรับการใช้งานโซลูชันอัจฉริยะ จากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปี 2566 พบว่าเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาเครื่องมือทางการเกษตรกรรมที่ล้าสมัย ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ได้ซ้ำเติมปัญหามากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและราคาสินค้าการเกษตร สำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่การเกษตรที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งผลักดันให้ทันกับยุคสมัยและสภาวะอากาศของโลกที่เปลี่ยนไปทุกวัน
“ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือ การทำให้ กระบวนการเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นเรื่องง่ายขึ้น พร้อมทั้งเสนอการสนับสนุนเฉพาะทาง และปรับปรุง การเข้าถึงโซลูชัน ที่ทันสมัยและยั่งยืนสำหรับเกษตรกร โดยมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การสนับสนุนจากภาครัฐที่แข็งแกร่ง ในขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเกษตรกรไทยในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะช่วยให้เกิดโซลูชันที่ชาญฉลาด และยั่งยืนสำหรับพืชผลที่มีคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการอาหารของโลก”
ด้าน น.ส.มณฑา ไก่หิรัญ ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า การปฏิวัติการเกษตร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีจะเป็นไปได้ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลง 5 ด้านหลักที่สำคัญ ได้แก่ ด้านเทคโนโลยี เพื่อการเปลี่ยนจากการเกษตรที่ใช้แรงงานหนักมาเป็นการเกษตรอัตโนมัติ ด้านเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนจากการพึ่งพาคนกลางมาเป็นการสร้างรายได้โดยตรงจากการเกษตร ด้านตลาด หมายถึง การเปลี่ยนจากตลาดที่ถูกควบคุมโดยคนกลางมาเป็นตลาดเสรี ด้านสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนจากการเกษตรที่สร้างขยะมาเป็นการเกษตรที่ลดการสูญเสีย ด้านการกำหนดตำแหน่งผู้นำ โดยวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเกษตรในภูมิภาคอาเซียน เพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ และการก่อตั้งสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเกษตรที่มุ่งเน้นนวัตกรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น การเชื่อมต่อเกษตรกรเข้าด้วยกัน จะช่วยให้การนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแพร่หลายและส่งเสริมการเติบโตร่วมกัน



