จากกรณีกระแสการต่อต้านชาวยิวในพื้นที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี กลับมาได้รับความสนใจจากกระแสสังคมอีกครั้งหลังมีการเสนอข่าว การจับกุม สถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งเป็นของชาวต่างชาติ และพบว่าได้มีการเปิดรับเด็กที่มีอายุเกินกว่าเกณฑ์ที่ได้รับอนุญาตเข้าศึกษาในลักษณะของสถานประกอบการโรงเรียนและมีการตั้งข้อสังเกตจากหน่วยงานความมั่นคง กองทัพภาค ที่ 4 ว่า เป็นการแสดงให้เห็นว่ากลุ่มชาวอิสราเอลจะยึดครองเกาะพะงัน ตามที่ได้เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

กรมพัฒนาธุรกิจฯ สั่งล้างบาง นอมินีต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย ยกวาระด่วนระดับชาติ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า จ.สุราษฎร์ธานีได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอดโดยเมื่อตุลาคม 2568 จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด กรณีบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประกอบธุรกิจหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ผิดกฎหมาย จ.สุราษฎร์ธานี มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการตรวจสอบในกลุ่มชาวอิสราเอล ซึ่งผลการจับกุมคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามข้อหาการกระทำผิดระหว่าง 1 ตุลาคม 68 ถึง 30 เมษายน

สุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับความผิด หลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 122 คดี, อยู่ในราชอาณาจักรโดยใบอนุญาตสิ้นสุด 65 คดี, ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 199 คดี, ช่วยเหลือซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ 5 คดี, ยาเสพติด 273 คดี, พนัน 26 คดี,พ.ร.บ.จราจรทางบก 1,757, นอมินี 20 คดี รวมทั้งสิ้น 2,603 คดี ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมมากสุดคือ เมียนมา 1,103 คน, รัสเซีย 316 คน, ฝรั่งเศส 155 คน, อิสราเอล 179 คน, อังกฤษ 143 คน, เยอรมัน 116 คน, ลาว 87 คน, จีน 49 คน, กัมพูชา 37 คน, อินเดีย 8 คน และชาติอื่นๆ 410 คน

นายจุมพฏ กล่าวด้วยว่า คณะทำงานยังคงมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยและรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ หากพบเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐหรือผ่านช่องทางรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันดูแลความสงบเรียบร้อยและสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน นักธุรกิจผู้ประกอบการโรงแรมชาวไทยคนหนึ่ง บน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในการเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประมาณช่วงปี 2565 หลังประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤติโควิด การเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาพร้อมกับการพัฒนาพื้นที่โดยเฉพาะในบริเวณอ่าวศรีธนู ทราบว่าที่ดินเป็นของคนไทยแต่ได้นำไปแบ่งล็อกและขายให้กับชาวต่างชาติ ต่อมาก็มีการสร้างอาคารวิลล่าหรู ที่ใช้ต้นทุนการก่อสร้างไม่รวมค่าที่ดิน ไม่น้อยกว่าหลังละ 3-5 ล้านบาท และต่อมาก็พบว่ามีการประกาศขายให้กับชาวต่างชาติมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 10 ล้านขึ้นไป และยังพบอีกด้วยว่าชาวต่างชาติที่ซื้อวิลล่าหรูเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอล ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมพร้อมกับการก่อสร้างศาสนสถานของชาวยิว ทำให้ปัจจุบันบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีชาวยิวอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวประมาณ 150-200 ครอบครัว และปัจจุบันเริ่มขยายชุมชนออกไปบนเขาแถบบ้านหาดยาว โดยเฉพาะที่เกาะม้า มีการก่อสร้างอาคารวิลล่าหรูเต็มเกือบทั้งเกาะ ซึ่งส่วนนี้ตนไม่ทราบแน่ชัดว่า ผู้ครอบครองเป็นชาวยิวด้วยหรือไม่ ซึ่งอยากให้หน่วยงานราชการเข้าตรวจสอบด้วย

แหล่งข่าวคนดังกล่าวยังให้ข้อมูลด้วยว่า แต่เดิมโรงแรมของตน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอล แต่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าพักตามโรงแรมหรือรีสอร์ทน้อยมาก ซึ่งจากการพูดคุยกับเพื่อนผู้ประกอบการทราบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเมื่อเดินทางเข้ามายังเกาะพะงัน ก็จะมีรถตู้หรือรถ 2 แถว ที่เป็นของชาวอิสราเอลด้วยกันมารับไปจากท่าเรือเข้าไปยังบริเวณอ่าวศรีธนู ซึ่งทราบว่ามีการก่อสร้างอาคารวิลล่ารวมถึงที่พักของชาวอิสราเอลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ปัญหาการสร้างความเดือดร้อนรำคาญและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่ก่อนหน้านี้เมื่อปลายปี 2568 ภาคราชการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น แต่ปัญหาที่ผู้ประกอบการอยากให้รัฐเร่งแก้ไขคือการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าชาวอิสราเอลไม่ใช่เป็นปัญหาหลัก เพราะผู้ที่เข้ามาประกอบธุรกิจและถือครองที่ดินมีเกือบทุกเชื้อชาติ

ถ้ามองกันด้วยความเป็นธรรม กรณีมีกระแสข่าวว่าชาวยิวจะยึดเกาะพะงัน นั้น โดยส่วนตัวมองว่ามีความเป็นจริงเพียงแค่ 10% เท่านั้น เพราะที่นี่ยังมีชาวต่างชาติประเทศอื่นๆ เข้ามาจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลถือครองที่ดิน และประกอบธุรกิจเพื่อหารายได้ โดยการช่วยเหลือจากที่ปรึกษาด้านกฎหมายชาวไทย โดยส่วนตัวมองว่าสาเหตุที่ชาวยิวถูกต่อต้าน ก็เพราะพฤติกรรมส่วนตัว ที่ส่วนใหญ่เมื่อมีการรวมกลุ่มกันก็จะใช้อำนาจต่อรอง สร้างความเดือดร้อนรำคาญ รวมถึงไม่เคารพกฎหมายของประเทศไทย และเมื่อเกิดภาพการรวมตัวเป็นชุมชนใหญ่ในพื้นที่อ่าวศรีธนู กลุ่มคนพวกนี้ยิ่งแสดงศักยภาพและไม่เกรงกลัวกฎหมาย หากหน่วยงานของรัฐไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดรวมถึงแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินในรูปแบบของนิติบุคคลไปใช้เพื่อประกอบธุรกิจ อนาคตข้างหน้ากลุ่มชาวอิสราเอลเหล่านี้อาจจะไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กลุ่มนักท่องเที่ยวประเทศอื่นจนทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวชาติอื่นกล้าเดินทางเข้ามายังเกาะพะงัน จนหมายถึงคำว่ายึดเกาะ ก็เป็นได้

แหล่งข่าวคนดังกล่าว ยังกล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากชาวต่างชาติจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลเพื่อถือครองที่ดินและก่อสร้างอาคารวิลล่า รวมถึงโรงแรมที่พักเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวชาติเดียวกันแล้ว อีกปัญหาที่สำคัญที่ผู้ประกอบโรงแรมท้องถิ่นและนักลงทุนชาวไทยกำลังประสบ คือ จะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาตามนโยบายฟรีวีซ่า ที่มีอายุ 60 วันและต่ออายุได้อีก 30 วัน 1 ครั้ง กับผู้ที่ถือวีซ่า Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งอนุญาตให้อยู่และทำงานจากระยะไกลได้สูงสุด 5 ปี (ครั้งละ 180 วัน) ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้หากไม่จัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์เป็นของตนเองก็จะใช้วิธีเช่าระยะยาวจากโรงแรมและรีสอร์ทของผู้ประกอบการชาวไทย จากนั้นจะนำไปปล่อยเช่าต่อให้กับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดังระดับโลก ซึ่งมีจุดเด่นในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ที่ต้องการเช่าที่พักกับเจ้าของบ้านเช่าหรือห้องพักโดยเน้นการจองที่พักระยะสั้น แบบรายวัน ขณะที่นักท่องเที่ยวที่ถือวีซ่าทั้ง 2 ประเภท ก็จะไปเช่าบ้านเช่า หรือรีสอร์ทเล็กๆ ในท้องถิ่นซึ่งมีราคาถูกกว่าสถานประกอบการในระบบโรงแรม แล้วนำส่วนต่างมาเป็นรายได้ ซึ่งธุรกิจนี้กำลังเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทั้งในเกาะสมุย เกาะพะงัน รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆของประเทศไทย