จากกรณีมีผู้ประกันตนออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าตนเป็นผู้ติดเชื้อ HIV และได้รับยาต้านไวรัสมาเป็นเวลานานจนสามารถกดเชื้อให้ต่ำลงได้ แต่ล่าสุดเมื่อไปรับยาต้านไวรัสที่โรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม ระยะหลังได้ยาไม่ครบ บางครั้งได้แค่ 7 เม็ด ทั้งๆ ที่หมอสั่ง 90 เม็ด สำหรับ 3 เดือน สุดท้ายต้องไปๆ กลับๆ โรงพยาบาลถึง 7 เที่ยว

ล่าสุดวันที่ 8 มิ.ย. พญ.นิตยา ภานุภาค อำนวยการบริหาร มูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) กล่าวว่า จากการสอบถามเพิ่มเติมไปยังเครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV เนื่องจากมีการโยงไปถึงภาวะสงครามเรื่องของการขาดแคลนยาต้านไวรัส HIV ได้รับข้อมูลมาว่า ทางเครือข่ายก็ได้มีการสอบถามไปยังเครือข่ายทั่วประเทศด้วยเช่นกัน ตลอดจนได้มีการสอบถามข้อมูลไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และองค์การเภสัชกรรมแล้ว เกี่ยวกับประเด็นวัตถุดิบขาดหรือตัวยาขาด หรือกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ก็ทราบว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เป็นประเด็นเลย มีการคอนเฟิร์มว่ายาต้านไวรัส HIV ไม่ได้มีการขาดแคลนแต่อย่างใด

ส่วนประเด็นที่มีการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเข้าใจว่าเกิดขึ้นเฉพาะใน กทม.เท่านั้น และเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่รับประกันสังคมเพียงบางแห่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นสถานการณ์ของโรงพยาบาลอื่นๆ ในจังหวัดอื่นหรือภูมิภาคอื่นๆ เลยก็คิดว่าน่าจะทำให้เราสบายใจได้มากขึ้น เพราะมันเคยมีปัญหาอย่างเช่นในช่วงโควิด-19 ที่มีปัญหาว่าวัตถุดิบมาถึงช้าทำให้มีปัญหาการผลิต ทำให้เราต้องกระจายยาหรือแบ่งยาให้กับผู้ติดเชื้อ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ มีการคาดการณ์ว่าอาจจะเป็นปัญหาบริหารจัดการภายในโรงพยาบาลแห่งนั้นเองหรือไม่

เมื่อถามถึงข้อแนะนำสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีปัญหาได้รับยาต้านไวรัส HIV ในปริมาณน้อยเสี่ยงว่าจะไม่เพียงพอ จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรได้บ้าง มีจุดสำรองยาอื่นๆ ให้กับผู้ติดเชื้อ พญ.นิตยา กล่าวว่า ตอนนี้ถึงจะไม่ได้เกิดสถานการณ์ขาดแคลนยาขึ้นกับเรา แต่ทั่วโลกตั้งแต่ช่วงต้นปีที่แล้ว ที่มีปัญหาสหรัฐอเมริกาตัดลดงบประมาณให้การช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขทำให้หลายๆ ประเทศที่เพิ่งกินยากับงบประมาณจากสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางประเทศมีการปิดคลินิกยาต้านไวรัส ทำให้ผู้ติดเชื้อต้องขาดยาจริงๆ จึงมีการพูดกันในระดับสากลว่าหากเกิดวิกฤติ ผู้ติดเชื้อจะมีแนวทางในการจัดการตัวเองอย่างไร แต่คิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะเราสามารถผลิตยาต้านไวรัส HIV ได้เอง

อย่างไรก็ตามถ้าเกิดกรณีดังที่สอบถามมา คิดว่าอันดับแรกผู้ติดเชื้อจะต้องรู้สิทธิของตัวเอง ไม่ว่าจะมีสิทธิอยู่ในสถานพยาบาลแห่งใดจะต้องได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องเพียงพอ ซึ่งตามนโยบายแล้วเราพยายามที่จะขยายช่วงเวลาของการเข้ารับยาต้านฯ ให้ห่างออกไปเรื่อยๆ เพื่อให้กระทบกับการใช้ชีวิตของคนให้น้อยที่สุดเสมือนเป็นโรคเรื้อรัง ที่สามารถควบคุมได้ง่าย สมัยก่อนอาจจะต้องมารับยาทุก 2 เดือน ทุก 3 เดือน แต่ตอนนี้เราแนะนำว่าอย่างถี่ที่สุดคือ 6 เดือน ไม่ควรมีใครต้องมารับยาทุก 3 เดือนแล้วด้วยซ้ำ แล้วถ้าเป็นไปได้สำหรับคนที่กินยามาสม่ำเสมอ กดเชื้อไวรัสได้ยาวนานเป็นปี ก็สามารถรับยาได้ทุก 12 เดือน ก็จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้ชีวิต ได้โดยไม่ต้องห่วงว่าต้องคอยมารับยาบ่อยเกินไป

“สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่มีผู้โพสต์ทางโซเชียลมีเดีย มันไม่ควรเกิดขึ้นเลยเพราะไม่ใช่ว่า แค่ทุก 3 เดือน หรือทุก 6 เดือนหรือทุก 12 เดือนด้วยซ้ำ ซึ่งเราอยากขยับให้เป็นทั่วประเทศด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ผู้โพสต์กลับได้รับทุกๆ 7 วัน มันเป็นอะไรที่หาคำอธิบายไม่ได้เลย คนที่ได้รับแบบนี้ควรต้องรู้ว่าตัวเองจะถูกละเมิดสิทธิแล้ว จริงๆ ควรจะเข้าถึงสิทธิสุขภาพในประเทศของตัวเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่เจ้าของโพสต์ โพสต์เรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อให้เห็นปัญหา ซึ่งสำนักงานประกันสังคมมีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียน หากผู้ประกันตนมีปัญหาสามารถร้องเรียนเข้าไปได้เพื่อที่จะให้เห็นปัญหาและนำไปสู่การแก้ไข แจ้งเข้ามาเป็นรายๆ ได้ บางคนยอมที่จะไม่ร้องเรียนแล้วไปรับยาทุกๆ 3 วัน 7 วัน จริงๆ แล้วเราอยากจะให้ร้องเรียน หรือจะร้องเรียนหรือแจ้งเหตุมาที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV แห่งประเทศไทยก็ได้ เพื่อให้เกิดพลังในการแก้ไขปัญหา ถามหาหรือเสนอทางออกได้” พญ.นิตยา กล่าว

ส่วนกลับมาที่ตัวเองหากได้รับยาน้อยหรือยาขาด เนื่องจากปัญหาขาดเฉพาะบางที่ แต่จริงๆ แล้วยาต้านไวรัสในประเทศไทยยังมีหมุนเวียนอย่างเพียงพอ ดังนั้นควรติดต่อมายังหน่วยงานที่ทำงานภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV เอดส์แห่งประเทศไทย หรืออื่นๆ เพื่อให้เราช่วยประสานกันว่าใครมียาอยู่ตรงไหนแล้วสามารถแบ่งให้กันได้อย่างไร เพื่อให้เคสที่ขาดยาหรือโรงพยาบาลไม่มียาให้เขาจริงๆ ได้อย่างไรบ้าง หรือจริงๆ ทางโรงพยาบาลก็น่าจะต้องเอื้ออำนวยความสะดวก โดยการไปหยิบยืมยามาจากที่อื่น เพื่อจ่ายให้กับผู้ติดเชื้อที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาลแห่งนั้น ส่วนสุดท้ายเลยซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นคือถ้าเกิดไม่มียาแล้วจริงๆ ก็จะมีวิธีแนะนำเป็นรายๆ ไปว่าใครกำลังกินยาต้านไวรัสสูตรใดอยู่ จะสามารถปรับสูตรหรือขยายวันได้อย่างไร

เมื่อถามว่า จริงๆ แล้วยาต้านไวรัส HIV สามารถหยุดยาได้บ้างหรือไม่ เช่น 1 มื้อ 2 มื้อยา พญ.นิตยา กล่าวว่า ความรู้ในอดีต เป็นความรู้ในสมัยที่เราใช้ยาสูตรก่อนหน้านี้ แต่ปัจจุบันเราใช้สูตรยาต้าน 3 ชนิดรวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน กินวันละ 1 ครั้ง อย่างไรก็ตามต่อให้จะเป็นยาสูตรที่ดีที่สุดอย่างไร เราก็ไม่แนะนำให้ใครหยุดยา และไม่แนะนำให้กินไม่ตรงเวลา เพราะเราต้องการให้ระดับยาทั้ง 3 ตัวใน 1 เม็ดนั้น อยู่ในระดับที่คงที่และเพียงพอกดเชื้อไวรัสให้ได้อยู่ตลอดเวลาและสม่ำเสมอ เมื่อไหร่ก็ตามที่ยาขาดหายไป จะทำให้เชื้อไวรัสที่ถูกกดอยู่ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดขาว cd4 ทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน หรือเกิดกลุ่มอาการเอดส์ตามมาได้

ดังนั้นเราจึงไม่แนะนำ แต่ในประเทศที่เขาไม่มียาจริงๆ การที่เขาจะหยุดยาอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าเขากินยาสูตรไหน ซึ่งมีความสำคัญเพราะบางคนไม่ได้กินยารวมอยู่ในเม็ดเดียว แต่มียา 3 ตัวแยกเม็ดกัน บางครั้งอาจจำเป็นต้องหยุดยา 1 ตัวก่อนเพราะยังมีระดับคงค้างอยู่นาน แล้วต่อด้วยยาอีก 2 ตัวไปสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ยาหมดจากร่างกายพร้อมกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เหลือยาเพียงตัวใดตัวหนึ่ง แค่ตัวเดียว มันจะเป็นตัวทำให้ไวรัสเกิดการดื้อยาขึ้นมา นี่เป็นวิธีการชั่วคราวทั้งหมด แต่ที่เราทำเช่นนี้เพื่อหวังที่จะมี Supply ยา กลับมาได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้.