เปิดหมดเปลือกสไตล์การเลี้ยงลูกยุคใหม่ของคุณพ่อสายคอนเทนต์อย่าง ตู่ ภพธร ในรายการ MY DADDY James ตั้งแต่ไม่ตีลูก ไม่ใช้จอเป็นพี่เลี้ยง ไปจนถึงการปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ พร้อมย้ำว่าหน้าที่ของพ่อแม่ไม่ใช่การบังคับให้ลูกเก่ง แต่คือการสร้างเครื่องมือในการใช้ชีวิตเพื่อให้ลูกเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความสุขในแบบของตัวเอง

ตู่ ภพธร เผยว่า “ในโซเชียลคอนเท็นต์ฮาๆ เวลาเล่นกับเขาเราจะเล่นเต็มที่จนพี่นุชรู้ว่า อาชีพพ่อหลัก ๆ ของพี่ตู่คือ อาชีพเล่น ดูเหมือนได้งานง่าย แต่จริง ๆ เหนื่อยนะ ด้วยความที่เราทำงานเยอะ และไม่ได้มีเวลามากขนาดที่จะดูแลเขาได้ตลอดเวลาแบบพี่นุช ตอนนี้คนเล็กเริ่มชอบงานประดิษฐ์ประดอย เราต้องเล่นตามเขา ช่วยเขาตัดสิ่งของต่าง ๆ ส่วนคนโตจะชอบเล่นอะไรที่แอ็กชันมากกว่า เช่น ออกไปเล่นชิงช้า หรือออกไปปั่นจักรยาน ทั้งสองคนมีความชอบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ ปัญหาไม่ได้อยู่เรื่องของการเล่น แต่ว่าเราจะแบ่งร่างเรายังไงให้สามารถเล่นได้ทั้ง 2 คน มันจะเป็นโหมดที่แตกต่างกันในเรื่องความดุ พี่ตู่จะโหมดเรื่องซีเรียสกว่า พี่นุชเขาจะมีความดุเรื่องการกิน เรื่องที่เราเจอกันทุกวัน เช่น เวลานี้ต้องแปรงฟันแล้วนะ แต่ยังไม่ไป หรือว่าเป็นแนวบ่น แต่พี่ตู่จะเป็นแนว ให้เขาทำอะไรที่ควรทำ หรือที่จะต้องสั่งสอนแบบจริงจัง พี่ตู่จะเป็นโหมดนั้นจะมีช่วงของมัน ศึกษาจากสื่อออนไลน์ทั้งนั้นเลยว่าถ้าเขาทำอะไรไม่ดี เราคงจะไม่สั่งสอนเขาเดี๋ยวนั้น เพราะว่าเขาจะมีความต่อต้านเบา ๆ ถ้าเราดุเลย เขาก็จะกลายเป็นกลัวเรามากกว่าที่จะรับฟัง เราจะไปสอนเขาในเวลาที่เขาใจเย็นลงแล้ว และเวลาที่ดีที่สุดคือ เวลาก่อนนอน ที่เราจะมาพูดคุยกัน”

“ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาจากลูกทั้งสองคน ไม่เหมือนกัน อย่างเช่น มีวันหนึ่งคนโตถือขนมมาจะเอามาอวดแม่เขา ฟันเขาโยกใกล้จะหลุดแล้ว เขาอยากจะกัดขนม เพราะเขาเห็นพี่ตู่ทำให้ดูว่า กัดไปปุ๊บ ถ้าฟันมันโยก ฟันมันจะหลุด เขาก็เลยซื้อมาแต่เขายังไม่ได้จะกินหรอก เพราะกำลังจะเข้านอนแล้ว เรานึกว่าเขาจะเอามากิน เราเลยพูดว่า พี่ริสาไม่กินลูก ดึกแล้ว เราพูดอาจจะน้ำเสียงมีความตำหนินิดหนึ่ง ลูกเสียใจมาก ทำไมปะป๊าต้องดุหนู หนูแค่อยากจะเอามาโชว์หม่ามี้เอง  เขาจะเป็นอ่อนไหวง่าย เราตอบกลับไปว่า ปะป๊านึกว่าหนูจะเอามากิน อ๋อ หนูมาโชว์ หนูเล่าให้หม่ามี้ฟังเลย ในส่วนของคนเล็ก เมื่อวานนี้ให้เขาเก็บของก่อนเข้านอนพวกของเล่น เวลาเล่นเขาจะไม่เหนื่อยหรอก แต่พอเก็บของปุ๊บ เหนื่อยหมดแรงแบตเหลือ 0% ทันที เราจะมีเลเวลที่จะบอกเขาให้ทำ ถ้าลูกยังไม่ทำ เราจะพยายามหาวิธีทำให้มันดูสนุก พยายามไล่ระดับของเรา พอเริ่มดุปุ๊บ เขาจะสู้ เขาจะทำเสียงขู่เราเหมือนจะเล่นแต่จริง ๆ แล้วเราแอบจะไม่เล่นด้วย มีความหงุดหงิด แต่ว่าพยายามแสดงออกมาในทางที่เหมือนเล่น ถ้าเขาเริ่มไม่พอใจ เราจะเริ่มสอน คนโตจะสู้กว่าคนเล็ก มันมีความถอดใจในความเป็นพ่อที่พยายามที่จะไม่ดุ ไม่ตี พอพูดแล้วไม่ทำ บางทีคิดกับตัวเองว่า ช่างมัน เดี๋ยวมาเก็บเองก็ได้ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้ ถ้าเราปล่อยให้ครั้งนี้ผ่านไปได้ มันก็จะมีครั้งหน้าต่อไปเรื่อย ๆ เราก็ฮึบกลับมาแล้วก็พยายามบอกเขาว่า โอเค ไม่เป็นไรลูก งั้นคืนนี้ถ้าหนูยังไม่เก็บ เราจะนอนดึก ป๊าจะรอจนกว่าหนูจะเก็บ แล้วพรุ่งนี้หนูจะเหนื่อยนะ เพราะตื่นเช้าไปโรงเรียนมันมีเรื่องที่จะต้องลงโทษ แต่ในเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เราจะลงโทษ ถ้าเขาทำอย่างอื่น  เช่น ทะเลาะกัน เขาโกรธ ตีกันต้องลงโทษ แต่ว่าลงโทษคงไม่ใช่ตีครับ ไม่มีการตีในบ้านผมอยู่แล้ว แต่จะมีเวลากำหนดว่าห้ามดูจอนานกี่วัน หรือ 1 อาทิตย์ มันเป็นเหมือนการพรากสิ่งที่เขาชอบทำ เขาจะรู้ว่าเขาสมควรแล้วที่จะโดน”

เจมส์ จิรายุ เผยว่า “เรื่องเข้าวงการบันเทิง  ส่วนตัวผมไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น อันนี้ผมแล้วแต่เขาเลย ว่าอยู่วงการบันเทิงมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่ใช่ข้อเสียของวงการบันเทิงนะ แต่เป็นข้อเสียที่จิตใจคุณจะโดนกระทบเอง ตอนที่คุณอยู่ในวงการบันเทิง”

ตู่ ภพธร เผยว่า “เรื่องวงการ นั่นเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยอยากบังคับให้เขาทำอะไร หรือถ่ายอะไร ถ้าเขาไม่แฮปปี้ เราจะหยุดเลย นอกจากว่ามีถ่ายงานก็จะบอกล่วงหน้านาน ๆ สมมติมีพรีเซนเตอร์เข้ามา จะบอกเขาว่า เรามีงานนี้ลูกนะ ปะป๊าจะมีส่วนแบ่งให้ แต่เงินนี้หนูไม่ได้เอาไปใช้นะ เป็นค่าตัวจริงจังเลย ให้เขาเป็นกอบเป็นกำ แต่อยู่ในบัญชีที่ไม่ได้ใช้จะได้ใช้ตอนโตตอนเข้ามหาลัย เขาจะแฮปปี้ที่จะทำ และมีสิ่งจูงใจเป็นรางวัลเล็กน้อย ถ่ายงานมีบ้างแต่ไม่ได้บ่อย ส่วนอื่น เช่น คอนเทนต์ ผมจะไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่แค่ตัวเขา แต่เป็นตัวเราด้วย รู้สึกว่าเราแบ่งตัวเองระหว่างฐานะพ่อที่เล่นกับลูก กับ พิธีกร หรือดารา ที่กำลังทำงานอยู่ เพราะการกระทำของเราจะไม่เหมือนกัน รู้สึกว่าตัวเองเป็นอย่างนั้น เลยไม่ค่อยชอบถ่ายเท่าไหร่เวลาที่อยู่กับลูกจริง ๆ แต่เราจะไม่บังคับเขา ไม่มีความคาดหวังใด ๆ ว่าอยากให้เขาเป็นอะไร ณ ตอนนี้ แค่อยากให้เครื่องมือในการใช้ชีวิตกับเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เรียนนี่ ให้ลองนู่นนั่น เพื่อให้เขารู้ว่าอยากทำอะไรมากกว่า เรื่องลูกและภรรยาที่ผมอยากบอกคือ มีคนคอมเมนต์เยอะ เวลาที่เห็นเราทำอะไรด้วยกันว่าพี่นุชโชคดีจังเลย ที่ได้พี่ตู่เป็นสามี แต่สิ่งที่เขาไม่เห็นในมุมที่ไม่ดีมันก็มีไม่ได้น้อย สิ่งที่นุชพยายามปรับพยายามเข้าใจพี่ตู่ เราเป็นคนมีความนอยด์ในบางเรื่อง มีความเยอะ ซึ่งเราซาบซึ้งมาก ที่เขาพยายามเข้าใจเราในหลาย ๆ เรื่อง ขอโทษที่บางทีอาจจะมีความเยอะในมุมของเรา เช่น เรื่องของอารมณ์ มันเป็นสิ่งที่เราก็พยายามปรับให้ดีขึ้น และพยายามที่จะเป็นสามีที่ดีกับเขาขึ้นเรื่อย ๆ กับลูก ถ้าลูกได้มาดูคงเป็นตอนโตไปแล้ว อยากให้เขารู้ว่า ปะป๊ากับหม่ามี้รักเขามากที่สุดในโลก แล้วก็ภูมิใจในตัวเขามาก อยากให้เขาใช้ชีวิตของตัวเองอย่างมีความสุขเท่านั้น เราก็แฮปปี้ และมันเริ่มจากตัวเรา เพราะเราเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับเขา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเป็นมีผลส่งสะท้อนไปถึงตัวเขาด้วย เพราะฉะนั้นเริ่มจากตัวเรา”