เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กับพวก ทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนการจัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่จัดสรรให้วัดสิทธิสารประดิษฐ์ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2558
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 นายพนม ศรศิลป์ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการ/กิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยมีนายพนมเป็นที่ปรึกษา, นางสาวประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการ พศ. เป็นประธานกรรมการ, นายประสงค์ จักรคำ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา เป็นรองประธานกรรมการ, นายบุญสืบ อินสาร ผู้อำนวยการส่วนการศึกษาสงเคราะห์ เป็นกรรมการและเลขานุการ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) และนายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการศาสนาชำนาญการ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ต่อมา นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ (หรือนายสุรเชษฐ์ เจริญเมตตาธรรม) ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา ได้ติดต่อเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส เพื่อรวบรวมรายชื่อวัดที่ประสงค์จะจัดกิจกรรม โดยมีเงื่อนไขว่าหากวัดได้รับโอนเงินแล้ว จะต้องถอนเงินส่วนหนึ่งคืนให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อได้รายชื่อวัดสิทธิสารประดิษฐ์ นายเสถียรได้แจ้งให้นางสาวประนอมทราบ
จากนั้น นายพัฒนา ได้เสนอบันทึกขออนุมัติจัดสรรงบประมาณอุดหนุนจัดกิจกรรมวันอาสาฬหบูชา จำนวน 3,000,000 บาท โดยระบุว่าวัดเป็นผู้ขอรับสนับสนุน ทั้งที่วัดไม่เคยยื่นคำขอ และระบุว่าเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการฯ ทั้งที่ไม่มีการประชุมจริง ในกระบวนการเสนอนั้น นายประสงค์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา ติดอบรมไม่อยู่ในสำนักงาน นางสาวประนอมจึงสั่งการให้นายพัฒนาลงชื่อแทนนายประสงค์ และเสนอต่อไปยังนายพนม ซึ่งนายพนมได้ลงนามอนุมัติเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 ทั้งที่ยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณ หลังจากนั้นนายพัฒนาได้จัดทำรายงานการประชุมย้อนหลังให้สอดคล้องตามสั่งการของนางสาวประนอม
เมื่อวัดสิทธิสารประดิษฐ์ได้รับโอนเงินจำนวน 2,999,970 บาท ได้ถอนเงินสดจำนวน 2,300,000 บาท นำไปมอบให้นายเสถียร เพื่อส่งต่อให้นางสาวประนอม ต่อมาเมื่อมีข่าวการจับกุมนายเสถียร กรณีเรียกรับเงินทอนวัดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นางสาวประนอมจึงได้นำเงินสดมามอบให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปคืนให้กับวัดต่าง ๆ รวมถึงวัดสิทธิสารประดิษฐ์
โดยมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ว่า นายพนม ศรศิลป์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151 และ 157 ประกอบมาตรา 83 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ขณะที่นางสาวประนอม คงพิกุล, นายประสงค์ จักรคำ และนายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 (ปัจจุบันคือ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธิการดำเนินคดีอาญาย่อมระงับตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (6) ให้ยุติการดำเนินคดีในฐานความผิดนี้)
ส่วนนายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ (หรือนายสุรเชษฐ์ เจริญเมตตาธรรม) มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง แต่ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ได้ขาดอายุความแล้ว ให้ยุติการดำเนินคดีในฐานความผิดที่ขาดอายุความ
ทั้งนี้ ป.ป.ช. ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจ และส่งไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัย พร้อมแจ้ง พศ. ดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป



