สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ว่า นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวถึง “การติดต่อโดยตรง” กับเอชทีเอสและฝ่ายอื่น ๆ โดยไม่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น แม้สหรัฐกำหนดให้เอชทีเอสเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” เมื่อปี 2561 ก็ตาม

ขณะที่บลิงเคน และนักการทูตคนอื่น จัดการเจรจากับซีเรียในจอร์แดน ทางตุรกีก็เปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงดามัสกัสอีกครั้ง ในเวลาเกือบ 1 สัปดาห์หลังฝ่ายกบฏซีเรีย โค่นอำนาจประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด และ 12 ปีหลังหน่วยงานทางการทูตของรัฐบาลอังการา ถูกปิดในช่วงต้นของสงครามกลางเมืองซีเรีย

ในแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมที่จอร์แดน บรรดานักการทูตจากสหรัฐ, ตุรกี, สหภาพยุโรป (อียู) และกลุ่มประเทศอาหรับ ยืนยันการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อประชาชนชาวซีเรีย ในช่วงเวลาสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างอนาคตที่มีความหวัง ปลอดภัย และสงบสุขยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นักการทูตยังเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่นำโดยซีเรีย เพื่อสร้างรัฐบาลที่ครอบคลุม ไม่แบ่งแยกนิกาย และเป็นตัวแทน ซึ่งจัดตั้งขึ้นผ่านกระบวนการที่โปร่งใส โดยเคารพสิทธิมนุษยชน พร้อมกับเสริมว่า ซีเรียมีโอกาสยุติความเป็นรัฐโดดเดี่ยว ที่ดำเนินมานานหลายสิบปีด้วย

แม้เอชทีเอส ถูกรัฐบาลชาติตะวันตกหลายแห่งกำหนดให้เป็น “องค์กรก่อการร้าย” แต่กลุ่มก็พยายามลดทอนวาทศิลป์ และรัฐบาลชั่วคราวซีเรียยืนกรานว่า สิทธิของชาวซีเรียทุกคนจะได้รับการคุ้มครอง เช่นเดียวกับหลักนิติธรรม

“เราชื่นชมคำพูดบางส่วนที่ได้ยินในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่สิ่งสำคัญคือ การกระทำ และการกระทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากการเปลี่ยนผ่านเป็นไปได้ด้วยดี เราจะพิจารณาถึงการคว่ำบาตรต่าง ๆ และมาตรการอื่น ๆ ที่เราใช้ไป” บลิงเคน กล่าวทิ้งท้าย.

เครดิตภาพ : AFP