เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. รับรางวัลโครงการตรารับรองความเท่าเทียมทางเพศของหน่วยงานรัฐ ระดับเหรียญทอง จาก นายอเล็กซานเดอร์ เดอ ครู ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP โดยมี รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. ราชการ พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกทม. คุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร UNDP และผู้บริหารกทม. ร่วมพิธี
โดย กทม.ได้รับรางวัล Gender Equality Seal ระดับ ‘Gold’ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับรองด้านความเท่าเทียมทางเพศระดับนานาชาติที่มีความเข้มข้น และนำมาใช้ประเมินความมุ่งมั่นของภาครัฐในการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ

กทม. จึงเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่ได้รับการรับรองระดับเหรียญทอง ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่มุ่งส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และลดช่องว่างทางเพศที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ปัจจุบันโครงการนี้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานกว่า 100 แห่ง ในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก
ผู้ว่าฯกทม.เปิดเผยว่า รางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลของกทม.แต่เป็นรางวัลของประเทศไทย เพราะคนในกรุงเทพฯ มีคนจากทุกจังหวัดที่มาอยู่ร่วมกันในมหานครแห่งนี้ และรางวัลนี้มีความสำคัญเพราะเป็นรางวัลแรกที่เมืองได้รับในระดับเอเชียแปซิฟิก
กทม.ดำเนินการเรื่องนี้มากว่า 2 ปี และ 2 ปีที่แล้ว เราได้คะแนนแค่ 8.8% แต่จากการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม สามารถพัฒนาคะแนนมาถึง 94.8% ได้ จาก 40 ตัวชี้วัดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศทำได้ถึง 38 ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดที่เป็น Gold Standard 14 มาตรฐาน กทม.ทำได้ทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าเราทำอย่างจริงจัง

“การจะทำให้ยั่งยืนนั้นสุดท้ายแล้ว ต้องทำให้เป็นเรื่องปกติและเป็นวัฒนธรรมองค์กร เป็นแนวคิดที่เราจะไม่ย้อนกลับไปถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศ จะทำให้ปฏิบัติได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเชื่อว่าการที่มีองค์กรอย่าง UNDP มาช่วย ทำให้เรามั่นใจได้ว่ามาตรฐานการวัดเป็นไปอย่างสากล และเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ขึ้นกับบุคคล แต่ขึ้นกับกระบวนการในการดำเนินงาน ซึ่งไม่ว่าตนจะอยู่หรือไม่อยู่ หรือว่าจะเปลี่ยนผู้บริหาร ก็จะยังเป็นแบบแผนที่เรายึดดำเนินการต่อไป” ผู้ว่าฯกทม. กล่าว
ด้านรองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีนี้ได้เรียนรู้จาก UNDP เยอะมาก แม้ว่ามั่นใจว่าทำมาได้ดีก็จริง แต่พบว่าตลอดเส้นทางได้เห็นช่องว่างที่ยังทำไม่ได้อีกเยอะมาก จากการแลกเปลี่ยนทำให้กทม.ปรับปรุงตัวเองได้ดีขึ้น และที่สำคัญมาก คือ กทม. ทำคนเดียวไม่ได้ การได้รับรางวัลนี้ส่วนใหญ่เป็นเพราะได้รับความร่วมมือจากประชาชน ภาคเอกชน มูลนิธิ และเครือข่ายของ เพื่อน ๆ ของเราที่เป็นคนที่หลากหลาย ทำให้รู้สึกว่าในที่สุดเพื่อนคือเพื่อน คำว่าหลากหลายไม่ใช่คำที่เอามาเป็นตัวปัจจัยในการกำหนดอะไรอีกต่อไป
นายอเล็กซานเดอร์ เดอ ครู ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ว่าฯกทม. และที่สำคัญที่สุดคือชาวกรุงเทพฯ ทุกคน รางวัลนี้เป็นความสำเร็จร่วมกันที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง กทม.ถือเป็นเมืองแรกและเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับการรับรองระดับ Gold จึงไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จแรกที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยคือผู้นำในด้านนี้ แต่การประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำ อีกทั้งกรุงเทพฯ กำลังเตรียมตัวเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงาน World Pride อีกด้วย ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงบทบาทผู้นำในระดับสากลที่ชัดเจนมาก
การบริหารในระดับเมืองมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด หน้าที่ผู้บริหารกทม. ในทุก ๆ วัน คือการรับฟังและแก้ไขปัญหา พร้อมกับการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้คน สำหรับตนและ UNDP แล้ว ความเท่าเทียมทางเพศคือเรื่องของการสร้างโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ดังนั้น การที่กทม.ได้รับรางวัลนี้ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการเป็นผู้นำเมืองที่มีวิสัยทัศน์ และพวกเราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่กรุงเทพฯ สามารถก้าวไปถึงระดับนี้ได้

ทั้งนี้ เมื่อเริ่มต้นเส้นทางการประเมินความเท่าเทียมทางเพศกับโครงการ Gender Seal ในเดือนส.ค.ปี66 กทม.สามารถบรรลุเป้าหมายของโครงการ Gender Seal ได้เพียง 8% แต่ภายในระยะเวลา 2 ปี จนถึงการประเมินรอบสุดท้าย ทำคะแนนได้สูงถึง 94.8% โดยผ่านเกณฑ์ 38 จาก 40 ตัวชี้วัด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การบูรณาการมิติทางเพศในการจัดสรรงบประมาณและนโยบาย การจัดการกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ การสร้างความปลอดภัย รวมถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมภายในองค์กรของตนเอง โดย กทม. สะท้อนให้เห็นว่าความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมทางเพศสามารถเกิดขึ้นได้จริง
ตลอดกระบวนการการเข้าร่วมโครงการ Gender Seal กทม.ได้บูรณาการมิติทางเพศเข้าไปในโครงการระดับเทศบาลมากกว่า 200 โครงการ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย SGDs ข้อ 5 ด้านความเท่าเทียมทางเพศ โดยมีการใช้ข้อมูลแยกตามเพศแบบเปิด (open sex-disaggregated data) เพื่อออกแบบมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดโครงการสำคัญ อาทิ โครงการแจกผ้าอนามัยฟรี และติดตั้งไฟถนน LED มากกว่า 30,000 จุด ตามนโยบายกรุงเทพฯ ต้องสว่าง โดยอิงข้อมูลจากประชาชนแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในเมือง นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศลดลงจาก 3.1% เหลือ 0.9%
ความมุ่งมั่นนี้ยังครอบคลุมถึงชุมชน LGBTQI+ โดยกทม.ได้จัดตั้งคลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย (BKK Pride Clinic) 31 แห่ง เพื่อให้บริการด้านสาธารณสุขที่ปลอดภัยและครอบคลุม โดยเฉพาะกับกลุ่ม LGBTQI+ และได้ให้บริการประชาชนไปแล้วมากกว่า 8,400 คน
กทม. ยังเป็นตัวอย่างในด้านความเท่าเทียมทางเพศผ่านนโยบายขององค์กร โดยมีนโยบายลาคลอด 120 วัน พร้อมกับการเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็ก เพื่อสนับสนุนความสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและการเติบโตในเส้นทางการทำงาน และเป็นหน่วยงานระดับท้องถิ่นแห่งแรกที่อนุญาตให้บุคลากรแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศ อีกทั้งยังผลักดันการลดอุปสรรคที่จำกัดบทบาทผู้นำของผู้หญิง โดยปัจจุบันมีสัดส่วนผู้หญิงในองค์กร 43% ของพนักงานทั้งหมด และในระดับผู้บริหารสูงถึง 50%
ชื่อของประเทศไทยอยู่ในพาดหัวข่าวของสื่อทั่วโลกในในเดือนม.ค.ปี68 จากการเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยรางวัล Gender Equality Seal ระดับ Gold ของกทม.จึงยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและมีความครอบคลุม ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับเมืองอื่น ๆ ทั้งนี้ UNDP จะยังคงร่วมมือกับกทม.ต่อไปในเส้นทางด้านความเท่าเทียมทางเพศ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจกับเมืองต่าง ๆ ที่กำลังมุ่งมั่นขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ.



