เปิดฉากปี 2567 มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในแวดวงศาสนาและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง มาเริ่มกันที่งาน “วัฒนธรรม” ในการคุมทัพของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ประกาศปักธง  “วัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” พร้อมกับการตั้งเป้าพัฒนางานวัฒนธรรม 3 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการขับเคลื่อนสู่เวทีโลก และได้เร่งกระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ท่องเที่ยวยามค่ำคืน ยกระดับเทศกาลประเพณีระดับโลก

ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา เว็บไซต์ U.S. News & World Report ได้ประกาศรายชื่อการจัดอันดับ ประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก ซึ่ง ประเทศไทยติดอันดับที่ 8 ในการจัดอันดับ “ประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมที่สุดในโลก 2567” หรือ Thailand Ranked 8 th in 2024 Best Countries Heritage จากทั้งหมด 89 ประเทศ เพราะประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพและเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดในโลก ผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมกับบ้านเมืองที่ทันสมัย มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และทางธรรมชาติ หาดทรายและวัดวาอารามที่งดงาม และมีชื่อเสียงด้านการนวดแผนไทยและอาหารที่มีรสชาติยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19 ของ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ประกาศรับรองให้ “ต้มยำกุ้ง” (Tomyum Kung) ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ประจำปี 2567  นอกจากนี้ยังมี “เคบายา” เสื้อผ้าต้องมนต์ขลังของสตรีแดนใต้ ที่เป็นการเสนอร่วมกันของ 5 ชาติ คือ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ ไทย ก็ได้รับการรับรองเป็นรายการมรดกวัฒนธรรมของมนุษชาติจากยูเนสโกในปี 2567 ด้วย รวมไปถึง “ภูพระบาท” จ.อุดรธานี ที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแหล่งที่ 8 ของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยได้รับการส่งคืนประติมากรรมสำริดรูปพระศิวะ หรือที่รู้จักในนาม “โกลเด้นบอย” (Golden Boy) ที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 หรือเกือบ 1,000 ปีมาแล้ว และ ประติมากรรมรูปสตรีพนมมือ จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยถูกจัดแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  ซึ่งนับเป็นโบราณวัตถุที่มีความสำคัญ

นับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ที่ กรมการศาสนา ได้อัญเชิญ “พระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ” ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 ก.ค.2567 ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าวถูกค้นพบจากสถูปโบราณ เมืองปิปราห์วา เมื่อ พ.ศ.2441 ส่วนพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ถูกค้นพบเมื่อพ.ศ.2394 การอัญเชิญมาครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 2,567 ปี รวมถึงการอัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากจีนมาประดิษฐานท้องสนามหลวงให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค.ถึงวันที่ 14 ก.พ.2568

ปิดท้ายสะเทือนวงการศาสนา เมื่อมีเหล่าคนตื่นรู้ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงสูงวัย อ้างการพูดถึงคำสอนธรรมที่ส่งผลให้มีการตีความหรือถ่ายทอดคำสอนทางศาสนาในทางที่ผิดไปจากหลักคำสอนดั้งเดิม ซึ่งอาจเกิดจากการสอนที่ไม่ตรงกับหลักธรรมของศาสนา การใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง หรือการบิดเบือนคำสอนเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นการปกป้องวงการศาสนาและคำสอนที่ผิดควรจะเริ่มจากการเรียนรู้คำสอนจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น พระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือพระไตรปิฎก พร้อมทั้งเปิดใจให้ยอมรับการตรวจสอบคำสอนและข้อคิดเห็นจากบุคคลที่มีความรู้ในการศึกษาและปฏิบัติธรรม 

อย่างไรก็ตาม แวดวงวัฒนธรรมและศาสนายังมีบทบาทที่สำคัญในการสะท้อนถึงการพัฒนาสังคม ทั้งในแง่ของการยอมรับความหลากหลาย การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ หรือการรักษาความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยใหม่