“หน้าที่ผมคือ ทำงาน ใจเราก็อยากให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นโดยที่เราไม่ต้องไปบอก เราเชื่อว่าจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ชีวิตดีขึ้นจริงๆ แต่กลุ่มที่ไม่ได้ใช้บริการของ กทม. ก็จะมีการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนให้มากขึ้น  เราเอาใจทุกคนไม่ได้ แต่หลักๆ จะต้องทำให้เต็มที่ก่อน ถ้าประชาชนไม่รู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาดีขึ้น ก็เท่ากับว่าเรายังทำไม่ดีพอ” นายชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. กล่าว

ตลอดระยะเวลา 2ปี 6 เดือนที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. เข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการปรับปรุง ปลี่ยนแปลง วางโครงสร้างต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ “กรุงเทพฯเมืองน่าอยู่”สำหรับทุกคน ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ได้มีโอกาสพูดคุยถึง “มหานครแห่งนี้” ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้างทั้งแบบที่เห็นชัดเจนทั้งรูปธรรมและนามธรรม ตามนโยบาย 9 ด้าน 9ดี

นายชัชชาติ ระบุว่า งาน กทม. มีหลายเรื่องนโยบายจึงมีเยอะ ทุกเรื่องสำคัญหมด  ดังนั้นหลักการคือทุกคนต้องเดินหน้าให้เต็มที่ สิ่งที่โฟกัสและติดตามแต่ละวันคืองานที่ไม่ตรงตามเป้าหมาย ที่ผ่านมาได้กำหนดเป้าหมายให้ทุกสำนัก ทุกสำนักงานเขตดำเนินการ เพราะทุกเรื่องต้องสำคัญหมดผู้บริหารทุกคนจึงต้องมองไปที่งานที่ไม่ตรงไปตามเป้าหมาย เนื่องด้วยประชากรใน กทม.มีจำนวนมาก แต่ละคนมีปัญหาแตกต่างกันจึงต้องทำให้ครบทุกมิติ  และถ้าสามารถรวมภาพประกอบร่างได้ กทม.จะกลายเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ดังนั้นทุกเขต เช้าขึ้นมาต้องลุยไปสู่เป้าหมาย แต่ถ้าเราไม่มีเป้าหมาย 1 ปีผ่านไปกทม.ก็จะเหมือนเดิม

ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาบริหารมาพบว่า คนกรุงเทพมี 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนที่ต้องการการบริการจากกทม. กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปเมื่อได้ใช้บริการต่างๆของ กทม. เช่น ทางเท้า สวนสาธารณะ เป็นต้น  แต่อีกกลุ่มที่ไม่ค่อยได้ใช้บริการ กทม.จะไม่รู้ว่าเราทำอะไร ดังนั้นการสื่อสารจะต้องชัดเจนขึ้น  วิสัยทัศน์ คือ ไม่ต้องการเป็นเมืองที่ฉลาดที่สุด หรือเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแต่อยากให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ “เมืองต้องมีการพัฒนาทั้ง ตลาดแรงงาน มีคนเก่ง แล้วสิ่งที่ดี ๆจะตามมา”

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่สำคัญแต่คนไม่ค่อยพูดถึง คือ ความโปร่งใส ผลงานที่ผ่านมาที่ทำให้ภูมิใจที่สุด คือ การทำงานโดยใช้เงินน้อยมาก เปลี่ยนมิติการทำงานของราชการ นั่นคือการรับแจ้งเรื่องราวต่างๆผ่าน ทราฟฟี่ ฟองดูว์  ปัจจุบันมีการแจ้งเข้ามากว่า7 แสนเรื่อง แก้ปัญหาไปแล้วกว่า 6 แสนเรื่อง ส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่นๆอีกกว่า 5 หมื่นเรื่องสามารถเปลี่ยนการแก้ปัญหาจาก 2 เดือนต่อเรื่องเป็นภายใน 2 วัน ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของเมืองโดยใช้งบประมาณที่เท่าเดิม ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นการทำงานนี้ไม่ต้องมีเส้น แต่การทำให้ประชาชนไว้ใจมากขึ้น และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรมมากขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นต้องพยายามทำให้เข้มข้นขึ้น ส่วนเรื่องที่ยังทำได้ไม่ดี  ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องรถติด ในปี2568นี้ต้องเร่งมือขึ้น

สำหรับโครงการใหญ่ของปี 2568 ที่เร่งขับเคลื่อน นายชัชชาติ ระบุว่า เป็นการสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่  3  แห่ง การสร้างเขื่อนป้องกันปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน การจัดสร้างศูนย์ราชการ ในพื้นที่เขตคลองสาน จำนวน 12 ไร่ ของกรมเจ้าท่า  รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการจราจร  การดูแลสุขภาพประชาชน (Health Care) การศึกษา ให้เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ให้คนรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลง กิจกรรมงานศิลปะต่างๆ กทม.ได้มีพันธมิตรภาคเอกชนมากขึ้น

“สิ่งที่อยากจะทำเพิ่ม คือศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กพิการทางหู เพื่อให้กลุ่มเด็กเหล่านี้ได้รับการพัฒนาทักษะเรียนร่วมได้ รวมไปถึงการส่งเสริมฝึกอาชีพ และสร้างรายได้ นอกจากนี้จะมีการเปิดโรงพยาบาลในสังกัดกทม. เพิ่มเติมจาก รพ.ลาดกระบัง และรพ. บางนา ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก3 แห่ง ได้แก่ รพ.ภาษีเจริญ รพ.สายไหม และ รพ.ทุ่งครุ โดยอีกไม่นานจะมี6 รพ. ที่มาดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง และที่สำคัญโครงการตรวจสุขภาพ 1,000,000 คน จะทำให้ กทม. มีฐานข้อมูลสุขภาพประชาชนในแต่ละพื้นที่ และทำให้ประชาชนรู้ถึงปัญหาสุขภาพของตนเอง”

และเมื่อถามว่า หากให้ประเมินการทำงานของตนเองจากการบริหารงานในกทม.จะให้คะแนนเท่าใหร่ นายชัชชาติ ระบุ ให้  5  คะแนน จริงๆแล้วไม่อยากประเมินตัวเอง ให้คนอื่นประเมินดีกว่า ส่วนทีมงานให้เกิน 8-9  คะแนน เพราะทำงานได้ค่อนข้างดี ทุกคนทำงานหนัก ที่ผ่านมาตนเลือกรองผู้ว่าฯ กทม.ได้ดี มีความต่อเนื่องในการทำงาน Passionของตนไม่ใช่ การเป็นผู้ว่าฯ หรือมีอำนาจ แต่คือการเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น แค่เพียงนิดเดียวก็ดีใจแล้ว  และถ้ามีคนด่าก็จะต้องยิ่งไปปรับปรุงให้ดีขึ้น เห็นเป้าที่ชัดเจนขึ้น ไม่ได้หวังให้มีแชมป์เปี้ยนโปรเจกต์ แต่ต้องทำให้มีการพัฒนาทุกมิติ เชื่อมโยงทั้งโลกนำตัวอย่างของต่างประเทศ มาใช้เป็นต้นแบบการทำงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นโยบาย 9 ด้าน 9 ดี ประกอบไปด้วย 1.ปลอดภัยดี 2.โปร่งใสดี 3.เศรษฐกิจดี 4.เดินทางดี 5.สิ่งแวดล้อมดี 6.สุขภาพดี 7.สังคมดี  8.เรียนดี และ9. บริหารจัดการดี โดยขับเคลื่อนพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคนตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง เช่น ปลูกต้นไม้เกินเป้า 1 ล้านต้น มุ่งสู่ 2 ล้านต้น ,สวน 15 นาทีทั่วกรุงฯ 180 สวน เล็งเพิ่มอีก 100 สวน , แยกขยะ “ไม่เทรวม” ประหยัดงบกว่า 140 ล้านบาทต่อปี ,ห้ามรถบรรทุกควันดำเข้าเมืองชั้นใน ,เปิดโครงการ BKK FOOD BANK ครบ 50 เขต ส่งต่ออาหารกว่า 3.5 ล้านมื้อ ถึงมือผู้รับกว่า 100,000 คน ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม ,คนไร้บ้านลดลง 38% จากปี 65 ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิและอาชีพ เตรียมเปิดประปาแม้นศรีเพื่อคนไร้บ้าน ปี 68, กระจายงบ 2 แสนบาท ถึงมือชุมชน 1,806 แห่ง

ใช้เทคโนโลยีตรวจจับรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ส่งฟ้องดำเนินคดี 49 คัน ,ผายปากทางแยก เพื่อจราจรคล่องตัว 33 จุด,ปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุด ลอกคลอง 225 กม. เปิดทางน้ำไหล 2,040 กม. ,เดินได้ เดินดี ทางเท้ามาตรฐานใหม่ 800 กม. ,ใช้กล้อง AI จับมอเตอร์ไซค์บนทางเท้า ยอดปรับทะลุ 3 ล้านบาท ,ใช้เทคโนโลยีบริการประชาชนออนไลน์ เพิ่มความเร็ว ลดความยุ่งยาก ตัดวงจรทุจริต เช่น การยื่นแบบก่อสร้างบ้านออนไลน์ ,กรุงเทพฯ ต้องสว่าง เปลี่ยนหลอดไฟ 85,000 ดวง,ทำหมันสุนัขและแมว 36,000 ตัว ฉีดวัคซีน 177,000 ตัว ฝังไมโครชิปคุมปัญหาสัตว์จรจัด ,ดำเนินการลดอุบัติเหตุทางท้องถนน พบสถิติ กทม. ลดลง 9% ไล่ออกเจ้าหน้าที่ทุจริต 29 ราย เป็นต้น.