ที่บริเวณคลองลำท่าแดง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง พบนายยิ่ง อายุ 60 ปี ชาวบ้านในอำเภอบางลี่ จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยญาติพี่น้องจำนวน 5-6 คน ที่ยึดอาชีพงมหอยขมตามคลองสาธารณะ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยแต่ละวันจะเตรียมข้าวปลาอาหารเครื่องดื่ม พร้อมด้วยอุปกรณ์ที่เป็นสวิงสำหรับใช้ช้อนหอยตามพื้นดินในคลอง แล้วนำมาใส่ตะกร้าคัดขนาด ส่วนหอยตัวเล็กปล่อยลงคลองให้ตัวโตต่อไป นำใส่กะละมังพลาสติกรวบรวมแล้วนำขึ้นรถยนต์กระบะที่เตรียมมาไปขายในตลาด โดยไม่ต้องแกะเปลือก ในราคากิโลกรัมละ 27 บาท

จากการสอบถาม นายยิ่ง เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมนั้นตนเองและครอบครัว ได้ทำสวนกาแฟอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบางลี่ จังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ได้ทำนาทำไร่ ยึดอาชีพงมหอยขมตามคลองสาธารณะ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานร่วม 20 ปี โดยแต่ละวันจะใช้รถยนต์กระบะ พร้อมญาติพี่น้อง 5-6 คน เตรียมอุปกรณ์สวิงสำหรับช้อนหอย กะละมังพลาสติกสำหรับใส่หอย ตะกร้าสำหรับร่อนหอยคัดขนาด เตรียมข้าวปลาอาหารสำหรับมื้อกลางวันและเครื่องดื่ม แต่ละวันจะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ ไปยังลำคลองสาธารณะภายในจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสิงห์บุรี  

เพื่อทำการลงไปงมหอยขมตามแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีหอยขมชุกชุม ที่มีเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ แล้วนำกะละมังผูกเชือกติดกับเอวตนเอง แล้วลงไปหาหอยขมภายในคลอง ใช้สวิงคาดหอยแล้วคัดตัวที่ได้ขนาด ด้วยการใช้ตะกร้าร่อน ปล่อยตัวเล็กกลับลงไปในคลอง เก็บตัวที่ได้ขนาดใส่กะละมัง จนกระทั่งเต็มแล้ว นำมาเก็บไว้ที่รถยนต์กระบะ แล้วจึงเดินทางกลับบ้านนำไปขายในตลาด และลูกค้าที่สั่งจอง มีรายได้ประมาณวันละ 1,000-6,000 บาท

ด้าน นายไผ่ วัย 48 ปี เล่าให้ฟังว่า ตนเองทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และได้รับการชักชวนจาก นายยิ่ง มาประกอบอาชีพหลักในการงมหาหอยขมตามแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยหาและขายมานานกว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งจะใช้ทักษะความชำนาญในการว่ายน้ำเป็น และการทนร้อนทนหนาว เป็นอาชีพที่อิสระ เป็นเจ้านายตนเอง ต้องขยัน อดทน ซึ่งการงมหอยขมขาย เป็นการสร้างรายได้ที่ดีให้ครอบครัว แต่ต้องมีความระมัดระวังในการเหยียบสิ่งของที่เป็นอันตรายภายใต้น้ำ รวมทั้งปลิงที่มีอยู่ภายในลำคลอง