สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ว่า รายงานของคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญ 56 คน ในวารสารเบาหวานและต่อมไร้ท่อของเดอะ แลนเซ็ต ระบุว่า “โรคอ้วน” เป็นโรคที่ทราบกันดีว่ามีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2 โรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) และองค์กรอื่น ๆ ถือว่าเป็น “โรคเรื้อรังที่ซับซ้อน”
ในทางกลับกัน มีคนจำนวนมากที่ถูกกำหนดว่าป่วยเป็น “โรคอ้วน” จากปัญหาสุขภาพพื้นฐานเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย แม้พวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ทำให้นักรณรงค์ต่อต้านการดูถูกคนอ้วนออกมาเรียกร้อง ไม่ให้มองคนเหล่านี้ว่า “ป่วย”
คณะกรรมาธิการจึงพยายามหาทางสายกลาง ด้วยการนำเสนอการกำหนด 2 หมวดใหม่ ได้แก่ “โรคอ้วนทางคลินิก” สำหรับความอ้วนที่ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ โดยพิจารณาจากปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ตับ หรือระบบหายใจ คอเลสเตอรอลสูง หยุดหายใจขณะหลับ ปวดสะโพก เข่า หรือเท้า หรือปัญหาอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน
Over 1 billion people live with #obesity. There is an urgent need for a universal definition & diagnosis.
— The Lancet (@TheLancet) January 15, 2025
???? A @TheLancetEndo Commission introduces a new model with categories: clinical obesity (an illness) & pre-clinical obesity. This reframing identifies medically meaningful… pic.twitter.com/e3EwRKGiyN
อีกแบบหนึ่ง คือ “โรคอ้วนก่อนตรวจพบ” สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาดังกล่าว ซึ่งควรได้รับการติดตาม แต่ไม่ควรมีการแทรกแซงทางการแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการวินิจฉัยเกินจริง
ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลจากดัชนีมวลกาย (บีเอ็มไอ) หรือการวัดอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักและส่วนสูง ถือว่าไม่เพียงพอ และควรมีการวัดเส้นรอบเอว อัตราส่วนเอวต่อสะโพก หรือแม้แต่การสแกนความหนาแน่นของกระดูก เพื่อความแม่นยำยิ่งขึ้น
นายทอม แซนเดอร์ส ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านโภชนาการและการกำหนดอาหารจากคิงส์คอลเลจ ในกรุงลอนดอน ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การรับรองอย่างเป็นทางการ อาจช่วยโน้มน้าวใจผู้กำหนดนโยบายที่มักเชื่อว่า “โรคอ้วนคือความพิการ” ซึ่งส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ตลอดจนการตีตราทางสังคม.
เครดิตภาพ : AFP



