เมื่อวันที่ 27 ม.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระหว่างติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ณ ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร สำนักสิ่งแวดล้อม เขตดินแดง โดยระบุ เช้านี้ลมพัดแรง ไม่มีหมอกเหมือนวานนี้ สาเหตุจากลมเปลี่ยนทิศเป็นลมจากทิศตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นลมแห้งที่ไม่ได้เอาไอน้ำเข้ามา แต่พาฝุ่นมาด้วย และจากความแรงของลมก็พาฝุ่นที่สะสมใน กทม. ออกไปด้วยเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ฝุ่น กทม. ดีขึ้น ไม่มีสีแดง เป็นสีเหลืองและส้ม
“เป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อน สำหรับ รร.สังกัด กทม. เปิดเรียนทั้งหมด 437 แห่ง แต่ยังคงเฝ้าระวังตลอด โดยแนวโน้มสถานการณ์ฝุ่นจากนี้ ด้านการระบายอากาศ 2 วันนี้ยังคงดีอยู่ แต่จะแย่อีกครั้ง 29-30 ม.ค. 68 ส่วนจุดเผา ประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกยังคงมีการเผาเยอะอยู่ ต้องเฝ้าระวังหากทิศทางลมพัดฝุ่นมาทาง กทม.”
ผู้ว่าฯ กทม. แนะช่องทางตรวจสอบคุณภาพอากาศด้วยผ่านแอปพลิเคชัน Air BKK หน้าหลักจะแสดงค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM 2.5 แต่หากจะดูค่าฝุ่นรายชั่วโมงสามารถเปิดดูได้ เหตุผลที่แสดงค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเป็นหลัก เพราะค่าฝุ่นจะเหวี่ยงขึ้นลงไม่นิ่ง การใช้ค่าเฉลี่ยจะกำหนดมาตรฐานในการรายงานได้ดีกว่า
สำหรับการตรวจควันดำรถ วันนี้ (27 ม.ค.) เจ้าหน้าที่จะลงตรวจรถเมล์โดยไม่แจ้งล่วงหน้าอีก ที่ผ่านมาตรวจ 6 วันต่อสัปดาห์ตลอดทั้งปีไม่เคยหย่อน แต่แม้จะตรวจพบควันดำก็ทำได้แค่เพียงขอความร่วมมือ หากจะดำเนินการตามกฎหมายต้องนำเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกไปด้วย
“ต้องชี้แจงอีกครั้งว่า กทม. ไม่มีอำนาจจับรถ 6 ล้อขึ้นไป มีอำนาจแค่รถ 4 ล้อ ทั้งยังไม่สามารถสั่งหยุดรถได้ ทำได้เพียงติดสติกเกอร์และให้แก้ไขภายใน 30 วัน เป็นข้อจำกัดทางกฎหมายที่เราพยายามขออำนาจตรงนี้”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วานนี้ (26 ม.ค.) ผู้ว่าฯ กทม.ไลฟ์สดสรุปภาพรวมและมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 พร้อม 4 ข้อเสนอแก้ไขต่อรัฐบาล ประกอบด้วย
1.Low Emission Zone (LEZ) เขตมลพิษต่ำ ห้ามรถบรรทุกเข้าพื้นที่เมืองชั้นใน จำกัดโซนการวิ่งรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปที่ไม่ลงทะเบียนสีเขียว ห้ามเข้าพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก รวมพื้นที่ 9 เขต และแนวถนนผ่าน 13 เขต ใครไม่ลงทะเบียนเข้ามาจะโดนปรับ เป็นการใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ ควบคุมรถเข้าพื้นที่ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
2.โครงการรถคันนี้ลดฝุ่น ซึ่งเป็นการร่วมลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง/ไส้กรอง ครั้งนี้มีรถเข้าร่วมแล้ว 260,752 คัน จากเป้า 500,000 คัน โครงการนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมลดฝุ่นได้ 3.ห้องเรียนปลอดฝุ่น ปี 67 ปรับปรุงทุก รร.ให้มีห้อง safe zone เป็นห้องใหญ่ที่ติดแอร์และเครื่องกรองอากาศ ส่วนห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล รร.สังกัด กทม. จากทั้งหมด 437 แห่ง มีชั้นอนุบาล 429 แห่ง มีห้องเรียนอนุบาล 1,966 ห้อง ปรับปรุงเสร็จแล้ว 744 ห้อง และทำให้เสร็จทั้งหมดภายในปีนี้
4.เครือข่าย Work From Home (WFH) ปัจจุบันมีหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมกับ กทม. เป็นภาคีเครือข่าย WFH ประมาณเกือบ 100,000 คน จากประมาณ 155 บริษัท 5.รถอัดฟางให้ยืมฟรี เพื่อลดการเผาวัสดุทางการเกษตรและช่วยลดต้นทุน ปัจจุบันมีเกษตรกรจองแล้ว 2,000-3,000 ไร่ จากเขตหนองจอกและคลองสามวา
6.สนับสนุนทีมฝนหลวงช่วยฝุ่น กทม. 7.เปิดช่องทางร้องเรียน แจ้งการเตือนฝุ่น 8.การพยากรณ์ฝุ่นมี Air BKK ที่พัฒนามาหลายเวอร์ชั่น คาดการณ์ได้ล่วงหน้าหลายวัน เพราะเซ็นเซอร์ที่ใช้ในแอปมีคุณภาพมาตรฐานสูงกว่าทั่วไป 9.ตรวจฝุ่นที่ต้นตอที่ผ่านมา
10.การปรับปรุงการจราจร พยายามสนับสนุนให้ใช้การเดินทางที่ไม่สร้างมลพิษ ทั้งใช้จักรยาน Bike Sharing ทำทางเท้าให้ดี เป้าระยะทาง 1,000 กม. ดำเนินการไปแล้ว 800 กม. รวมถึงการจราจรบนถนนที่ใช้ระบบ AI มาช่วยควบคุมมากขึ้น หากการจราจรดีขึ้นก็มีส่วนช่วยให้การสะสมของฝุ่นน้อยลง และ 11.เพิ่มพื้นที่สีเขียว โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น ที่ตอนนี้ปลูกไปแล้วกว่า 1.2 ล้านต้น และขยายเป้าเป็น 2 ล้านต้น
ส่วนแนวทางเสนอรัฐบาล เพื่อให้ กทม.มีอำนาจแก้ปัญหาฝุ่น ได้แก่ 1.การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ตามหลัก PPP สิ่งที่ กทม. เคยเสนอรัฐบาลไปคือหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ซึ่ง กทม. ไม่มีอำนาจตรงนี้ ซึ่งอยู่ใน พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ
2.การลดค่าความทึบแสงของการตรวจรถยนต์ควันดำ ภายใต้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จาก 30 เป็น 10 หรือขอให้ท้องถิ่นกำหนดเอง ซึ่ง กทม. อยากตรวจให้เข้มข้นกว่า 30 เพราะต่ำกว่านั้นก็ก่อให้เกิดมลพิษ และ กทม. มีรถยนต์เป็นจำนวนมาก
3.เพิ่มความเข้มข้นของมาตรการการจัดการกับรถควันดำ ภายใต้ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม เช่น ปรับจากการต้องแก้ไขภายใน 30 วัน เป็นแก้ไขทันที
4.ขอให้ กทม. เป็นเจ้าพนักงานภายใต้ พ.ร.บ.ขนส่งทางบกฯ เพื่อมีอำนาจในการตรวจรถ 6 ล้อขึ้นไป
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ทั้งหมดนี้ กทม. ยังไม่ได้รับตามข้อเสนอเช่นเดียวกับปีที่แล้ว สภากทม.เห็นชอบร่างข้อบัญญัติรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า โดยให้รถเมล์ทั้งหมดใน กทม. ต้องเป็นรถ EV ภายใน 7 ปี แต่กฤษฎีกาแจ้งว่า กทม. ไม่มีอำนาจในการออกข้อบัญญัติเพื่อกำหนดให้รถเมล์ใน กทม. เป็นรถไฟฟ้า และอีกหลาย ๆ เรื่อง เช่น การขอย้ายท่าเรือคลองเตย การเก็บภาษีรถเก่าควรเพิ่มไม่ใช่ลด ซึ่งกทม.อยากทำแต่ไม่มีอำนาจ.





